วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เออเอนเธ่ แซนเดอเรียน่า ( Euanthe sanderiana )

                                            เออเอนเธ่ แซนเดอเรียน่า ( Euanthe sanderiana )




เออเอนเธ่ (แวนด้า) แซนเดอเรียน่า
ชื่อวิทย์ศาสตร์ : Euanthe sanderiana. (Reichenbach .f )Schlechter
ชื่อพ้อง Syn.: Vanda sanderiana Rchb . f 
                   : Esmeralda sanderiana Reichb .f 

     แซนเดอเรียน่า เป็นกล้วยไม้ พันธุ์แท้ที่สวยงามที่สุดชนิดหนึ่ง ของประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีชื่อท้องถิ่นเรียกว่า วาล์ลิง-วาล์ลิง(Waling-Waling) กล้วยไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็น แวนดาใบแบน มีต้นขนาดใหญ่ ดอกใหญ่ กลม หนา สีสรรสวยงาม กล้วยไม้พื้นเมืองของประเทศฟิลิปปินส์ชนิดนี้ ได้ถูกนำมาใช้ผสมและพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ สกุลแวนดามากที่สุด ชนิดหนึ่งของโลก
     ศาสตราจารย์ เฮนริช จีริชเช่นบาส (Prof. Henrich G. Reichenbach)ได้ตั้งชื่อกล้วยไม้ชนิดนี้ ในวารสารพฤกษศาสตร์ชื่อ การ์เดนเนอร์ โครนิเคิล ในปี พ ศ. ๒๔๒๕ เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย เฮนรี เอฟ เซนเดอร์ (Henry F. Sander) นักพฤกษศาสตร์และนักกล้วยไม้ที่มีชื่อเสียงแห่งย่าน เซนต์อัลบัล ประเทศอังกฤษ ต่อมา ในปี พ. ศ.๒๔๕๗ ดร.รูด็อฟ เชล็กเตอร์ (Dr.Roif Schlechter) ได้ตั้งชื่อสกุลใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้กับ กล้วยไม้แซนเดอเรียน่า คือชื่อสกุล เออเอนเธ่ (Euanthe) ซึ่งได้ประกาศตีพิมพ์ลงในวารสารกล้วยไม้เยอรมัน ชื่อ Die Orhideen และได้ย้ายกล้วยไม้แซนเดอเรียน่า จากสกุลแวนดา ไปยัง สกุลใหม่นี้เนื่องด้วย ลักษณะของกลีบปาก ซึ่งไม่มีเดือย ซึ่งสามารถแยกออก จากกล้วยไม้สกุลแวนดาได้อย่างเด่นชัด


     แซนเดอเรียน่า เป็น กล้วยไม้ รูปทรงแบบแวนดา มีความสูงของต้นได้ถึงหนึ่งเมตร ลำต้นตั้งตรง มีการเจริญเติบโตทางยอด ใบออกสลับซ้ายขวาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบแบนยาวประมาณ ๔o ซม. กว้าง ๓ ซม .ที่ปลายใบเป็นรอยหยักแหว่งคล้ายรอยโดนแมลงกัด ก้านดอกตั้งตรง มีจำนวนดอกได้มากถึงสิบดอก ในต้นที่สมบูรณ์ แต่ละดอกรูปทรงกลม มีขนาดส้นผ่านศูนย์กลางของทั้งดอกกว้างประมาณ ๑o ซม. กลีบดอกนอกบนและกลีบดอกด้านในสองกลีบ มีขนาดยาวประมาณ๗ ซม .กว้าง ๕.๕ ซม. มีสีชมพูอ่อน และมีแต้มจุดกระสีน้ำตาล อยู่ช่วงกึ่งกลางดอก กลีบนอกด้านล่าง สองกลีบ มีขนาด กว้าง ๖.๕ซม .ยาว ประมาณ ๗ ซม . กลีบล่างมีสีน้ำตาลอมแดง มีลายเส้นในพื้นดอก ส่วนกลีบปากมีสีม่วงอมน้ำตาลเข้ม มีสันนูน๓สันที่กลางกลีบปาก มีขนาด กว้างประมาณ๑.๗๕ ซม. ยาวประมาณ ๒.๕ ซม . ใต้ส่วนกลีบปากไม่มีเดือยอันเป็นจุดที่ใช้แยกกล้วยไม้สกุลนี้ออกจากแวนดา จุดนี้สามารถใช้สังเกต กล้วยไม้แซนเดอเรียน่า พันธุ์แท้เพื่อแยกออกจากแวนดา ลูกผสมที่มีสายเลือดของ
กล้วยไม้แซนเดอเรียน่าได้อีกด้วย

     แซนเดอเรียน่า เป็น กล้วยไม้ หายากเฉพาะถิ่นของประเทศ ฟิลิปปินส์ พบบนคาคบไม้ในป่าระดับความสูงปรกติถึง๕oo เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยพบมากในเกาะมินดาเนา ในบริเวณที่เรียกว่า โคโตบาโตเหนือ โคโตบาโตใต้ ดาเวาเหนือ ดาเวาใต้ ซัมโบอังกาเหนือ และซัมโบอังกาใต้ (North and South Cotoba, Davao del Notre, Davao del Sur, Zamboanga del Notre, Zamboanga del Sur.)

     เนื่องด้วยความงดงามของ กล้วยไม้ ชนิดนี้ ซึ่งได้รับการยกย่อง ให้เป็นราชินีแห่งกล้วยไม้ฟิลิปปินส์ และได้ถูกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ ของสมาคมกล้วยไม้ฟิลิปปินส์ด้วย ในธรรมชาติจะมีดอกในช่วงเดือน กรกฎาคม - เดือนตุลาคม ดอกบานทนประมาณ๓-๔ สัปดาห์ หรืออาจมากกว่านั้น แม้ว่าจะบานในช่วงฤดูมรสุม ที่มีฝนตกชุกก็ตาม ทุกๆปีในช่วงเวลาดังกล่าว ทางสมาคม กล้วยไม้ฟิลิปปินส์ จึงได้จัดงานประกวด กล้วยไม้ ประจำปีช่วงกลางปี ในราวๆเดือนสิงหาคม พร้อมทั้งมีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ เพื่อให้พร้อมรับ กับการบานของ ดอกกล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า

     ในหนังสือ “กล้วยไม้ของฟิลิปปินส์” ของ จิม คูเตส Jim Cootes (1991) ได้เขียนไว้ว่า ' วงการกล้วยไม้ของโลกได้พัฒนาความก้าวหน้าในการผสมและพัฒนาสายพันธุ์ กล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า ที่หายาก ทั้งแบบปรกติที่มีสีชมพู และแบบต้นเผือก ที่มีสีขาวเขียว ซึ่งพบได้ยากมากในธรรมชาติ โดยความสามารถและ ฝีมือในการพัฒนาสายพันธุ์ ของนัก กล้วยไม้ ชาวฮาวายและชาวไทย' กล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า สามารถปลูกได้ แม้ว่าอุณภูมิจะลดต่ำลงถึง ๑๕ องศาเซลเซียส ยิ่งไปกว่านั้น กล้วยไม้ชนิดนี้ ได้ถูกทำการขยายพันธุ์จากห้องแล็ป และเพาะเลี้ยงกันเป็นอย่างมาก จากสวนกล้วยไม้ในมินดาเนา หลังจากที่ กล้วยไม้ชนิดนี้ได้ถูกขึ้นทะเบียน จัดเป็นกล้วยไม้ที่เสี่ยงอยู่ใน ภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์ 

โอโนมานู Dendrobium superbum var.anosmum

                                        โอโนมานู Dendrobium superbum var.anosmum


   
              โอโนมานู จัดได้ว่าเป็นสายหลวงชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ ชื่อของ โอโนมานู ที่เราเรียกกันใน ปัจจุบันนั้นเริ่มต้นมาจากประเทศฮาวายครับ ชื่อของ โอโนมานู นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า Honohono ซึ่งเป็นชื่อเรียกใน ท้องทิ่นของพืชวงศ์ผักปลาบชนิดหนึ่ง และด้วยผักปลาบชนิดนี้มีหน้าตาไปคล้ายคลึงกับ โอโนมานู ขณะยังไม่ทิ้งใบ ชาวฮาวายก็เลยเรียกกล้วยไม้ชนิดนี้เสียเลยว่า Honohono ไม่ก็ Okika honohono ครับ ซึ่งพอกล้วยไม้ชนิดนี้เข้ามา ในเมืองไทยเลยโดนกร่อนเสียงจนกลายเป็นคำว่า โอโนมานู ไม่ก็เรียกสั้น ๆ กันว่า โอโน นั่นเองครับ
     เมื่อเราลองมาสังเกตุดูรูปร่างหน้าตาของ โอโนมานู กับ สายหลวงของไทยและลาวแล้ว เจ้า โอโนมานู คงต้อง แปลกกว่าอย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะดอกของเจ้า โอโนมานู จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย สีสันชมพูชัดกว่า บริเวณปาก โอโนมานู จะมีปากที่ม้วนกลม ปกปิดด้วงตากลมแดงไว้ด้านใน และมีปลายจวักแหลมเล็กน้อยตรงปลาย ปาก ในขณะที่ สายหลวงไทย และสายหลวงลาว ปากจะบานกว้าง
ออกเผยให้เห็นดวงตากลมแดงชัดเจน เว้นแต่สายหลวงใต้บ้านเราที่ปากจะม้วนคล้าย โอโนมานู แต่สีสันและขนาดของดอกกลับด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
     สีสันของเจ้า โอโนมานู หรือ สายหลวงฟิลิปปินส์ นอกจากสีชมพูออกบานเย็นหน่อย ๆ แล้ว เรายังพบสีประหลาด ๆ อีก 2 - 3 สี คือ สีขาวล้วน หรือเผือก สีขาวตาแดง เซมิอัลบา และ เซมิอัลบา แบบ ลายด่าง ซึ่งเป็นของชาวต่างชาติชื่อ Callman Au, Mililani ได้รับรางวัล CCM HOS ถึง 83.2 คะแนน นับได้ว่าเป็น โอโนมานู ที่สวยที่สุดก็ว่าได้ครับ

             ฤดูกาลให้ดอก ของ โอโนมานู จะแตกต่างจากสาย หลวงบ้านเราเล็กน้อย โอโนมานู มักให้ดอกในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม แต่ส่วนใหญ่จะบานกันในช่วง กุมภาพันธ์ เสียมากกว่า โดยก่อนให้ดอก โอโนมานู จะ ทิ้งใบล่อนจ้อน หลังจากให้ดอกแล้ว โอโนมานู ก็จะเริ่ม แทงหน่อใหม่ซึ่งหน่อใหม่นี้จะให้ดอกในปีถัดไป นั่นเอง กลิ่นของ โอโนมานู นั้นหอมหวานมาก แตกต่างจาก สายหลวงบ้านเราเล็กน้อย ส่วนตัวผมคิดว่า โอโนมานู กลิ่นหอมแรงกว่า สายหลวงของแถบบ้านเราครับ ลอง พิสูจน์กันดูนะครับ
            วิธีการปลูก สายหลวง โอโนมานู หรือ สายหลวงฟิลิปปินส์
เนื่องจาก โอโนมานู เป็นกล้วยไม้ที่มาจากแถบฟิลิปปินส์ จึงเป็นกล้วยไม้ที่อยู่บ้านเราได้สบายหายห่วง เลี้ยงกันได้ ตั้งแต่เหนือจรดใต้เลยทีเดียวครับ อ้อ ผมลืมบอกไป สายหลวง โอโนมานู ให้ดอกที่ดกและแน่นกว่าสายหลวงแถบบ้าน เราด้วยนะครับ นอกเรื่องมาเยอะละ มาดูวิธีปลูกกันดีกว่า

       การปลูกสายหลวง โอโนมานู ปลูกได้ 2 วิธี คือจับลำตั้งขึ้น กับ ปล่อยห้อยหัวลง
๏ สำหรับการจับลำตั้งขึ้นนั้น ผู้ปลูกต้องหมั่นคอยใช้เชือก หรือ ฟิวส์ มัดลำต้นให้ตั้งขี้นครับ หากไม่คอยยึดเป็นจุด ๆ ลำ โอโนมานู จะหักได้ การจำลำตั้งขึ้น มีข้อดีคือ เวลายกไปโชว์ดอก จะดูเป็นระเบียบดี แค่นั้นเองครับ แล้วแต่คนชอบ ครับ

๏ ส่วนการปลูกแบบห้อยหัวลง ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เราก็ปลูกในกระเช้าแล้วปล่อยมันเลื้อยเรื่อยเปื่อยไป หรือจะ ปลูกติดขอนไม้ก็สวยดีครับ การปลูกติดกับขอนไม้ ให้นำขอนไม้แช่น้ำแล้วขัดให้สะอาดเพื่อกำจัดไข่ของแมลง หรือตัว อ่อนแมลงซึ่งอาจจะมากัดกินราก โอโนมานู ของเราในภายหลังได้ครับ เมื่อมั่นใจว่าสะอาดดีแล้ว ให้นำ กาบมะพร้าว ที่แช่น้ำไว้แล้ว 1-2 คืน มาวางขั้นกลางระหว่าง ขอนไม้กับ โอโนมานู แล้วจับกล้วยไม้ของเรา มัดกับขอนไม้ให้แน่น กาบมะพร้าวจะคอยเป็นเครื่องปลูกที่ช่วยเพิ่มความชื้นทำให้กล้วยไม้ของเราโตเร็วขึ้นครับ และเมื่อทิ้งไปนาน ๆ กาบ มะพร้าวจะผุเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยอีกด้วย
**เครื่องปลูกสำหรับ โอโนมานู ในกระเช้า ควรประกอบไปด้วย ถ่าน 60% กาบมะพร้าวสับ 40% หรือ จะสลับมาก น้อย ยังไงก็ได้ครับ แล้วแต่ชอบ หวายตัวนี้เลี้ยงไม่ยาก ขออย่าปลูกลงดินเป็นอันใช้ได้ครับ !
** โอโนมานู ชอบแสงประมาณ 50 - 60 % ครับ

เอื้องแปรงสีฟัน




                                                                     เอื้องแปรงสีฟัน

     เอื้องแปรงสีฟัน จัดอยู่ในกล้วยไม้กลุ่มสกุล Dendrobium หรือ หวาย มันเป็นกล้วยไม้ที่รู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็นนักเล่นกล้วยไม้เก่าหรือใหม่ ด้วยลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เอื้องแปรงสีฟัน จึงได้รับฉายาหลากหลายมากมาย อาทิเช่น แปรงสีฟันพระอินทร์, เอื้องหงอนไก่, คองูเห่า และ กับแกะ 
     เมื่อปี ค.ศ. 1825 เอื้องแปรงสีฟัน ได้ถูกตีชื่อลงในระบบพฤกษาศาสตร์เป็นครั้งแรก โดย นาย Carl Blume ซึ่งในครั้งนั้น เอื้องแปรงสีฟัน ยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสกุลของ Dendrobium แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Pedilonum แต่พอให้หลัง 4 ปีหลังจากได้จัดกลุ่มให้ เอื้องแปรงสีฟัน แล้ว นาย John Lindley ก็ได้ให้ชื่อใหม่ว่า Dendrobium secundum ซึ่งก็กลายเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบันครับ
     ไม่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่เราเรียกเจ้ากล้วยไม้ชนิดว่า เอื้องแปรงสีฟัน ในต่างประเทศเองก็มีชื่อเรียกเจ้ากล้วยไม้ชนิดนี้ว่า Toothbrush orchid ที่แปลได้ว่า เอื้องแปรงสีฟัน เช่นเดียวกับเรา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าด้วยลักษณะรูปร่างของทรงช่อของดอกและลำต้นโดยรวมแล้วคล้ายกับแปรงสีฟันจริง ๆ ก็เป็นได้ครับ

   ในบ้านเรานั้นสามารถพบเห็น เอื้องแปรงสีฟัน ได้เกือบทุกแหล่งป่าไม้ในประเทศไทย ด้วยนิสัยที่สามารถเติบโตได้ดีแม้ภูมิอากาศแห้งแล้ง เอื้องแปรงสีฟัน จึงมีเขตกระจายพันธุ์กว้างขวางคลอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ของเทืองเขาหิมาลัย จีน พม่า ไทย อินโดจีน และภูมิภาคเอเชีย 
      ลักษณะดอกของ เอื้องแปรงสีฟัน มีขนาดเล็กกระจุกอยู่บริเวณก้านดอกรูปร่างคล้ายแปรง มีสีสันตั้งแต่ สีชมพูอ่อน ไล่โทนไปหาสีบานเย็นเข้ม แต่บางต้นก็ให้สีสันที่ประหลาดออกไปเช่นสีขาว หรือ ที่เราเรียกกันว่า กล้วยไม้เผือก ซึ่งเป็นสีที่หาพบได้ไม่บ่อยนักในกล้วยไม้แต่ละสายพันธุ์ 
     เอื้องแปรงสีฟัน มักจะให้ดอกบริเวณปลายยอดของลำต้น โดย 1 ลำ สามารถให้ดอกได้ตั้งแต่ 1 - 3 ช่อ ผลิดอกบานในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน โดยก่อนให้ดอก เอื้องแปรงสีฟันจะทิ้งใบพักตัวในช่วงฤดูหนาวก่อน และเมื่อหลังจากผลิบานดอกแล้ว ก็จะแทงหน่อใหม่ในช่วงฤดูร้อนเข้าฝนพอดี 

การปลูกเลี้ยง เอื้องแปรงสีฟัน
     เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ที่สามารถเลี้ยงได้แม้ในสภาพที่ร้อนอย่างตัวเมืองจึงเป็นกล้วยไม้ที่ไม่ยุ่งยากนักกับวิธีการเลี้ยงครับ ซึ่งผู้ปลูกเลี้ยงสามารถดูแลเอาใจใส่ได้ดังนี้
     • ในกรณีกล้วยไม้ขวด เมื่อได้รับ เอื้องแปรงสีฟัน ที่เป็นลูกไม้แล้ว แนะนำให้หนีบขึ้นนิ้วได้ทันทีครับ เนื่องจากกล้วยไม้สกุลหวายมีรากขนาดเล็กและแห้งง่ายเมื่อถูกลมพัด รากอาจแห้งกรอบได้หากไม่หนีบปลูกในกระถางนิ้วด้วยเตรื่องปลูก ซึ่งทำให้ลูกไม้ขาดน้ำตายได้ครับ วิธีการหนีบกล้วยไม้
     - ให้ใช้สเฟกนั่มมอส หรือ กาบมะพร้าวที่แช่น้ำทิ้งไว้แล้วอย่างน้อย 2 - 3 คืน เพื่อละลายยางมะพร้าวออกก่อนครับ เพราะยางมะพร้าวจะทำให้ลูกไม้โตช้าได้ครับ เสร็จแล้ว นำสเฟกนั่มมอส หรือ กาบมะพร้าว พันรากไว้ หรือ ประกบราก แล้วใส่ลงกระถางนิ้วเท่านั้นครับ รดน้ำเพียงเวลาเดียว เช่นเช้า หรือ เย็น อย่าให้แฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกไม้เน่าตายได้ครับ หลังจากผ่านไป 1 เดือนหลังจากออกขวด เราก็สามารถให้ปุ๋ยอ่อน ๆ ได้เช่น สูตร 30-20-10 เพื่อเร่งต้นให้โตเร็วขึ้น สลับกับสูตรเสมอ 21-21-21 เป็นต้นครับ
     • กรณีได้กล้วยไม้ต้นใหญ่มา เราสามารถนำมาติดเกาะขอนไม้ได้ โดยให้ลำตั้งขึ้นครับ หรือ นำปลูกลงในกระเช้า 4 นิ้วก็ได้ครับ สวยเก๋ไปอีกแบบ 
หาก เอื้องแปรงสีฟัน ไม่ยอมให้ดอก ให้ลองสังเกตุดูว่า เรานำกล้วยไม้แขวนไว้ในบริเวณที่ร่มทึบเกินไปหรือไม่ เช่นใต้หลังคาเป็นต้น กล้วยไม้ควรได้รับแสงอย่างพอเพียง โดยเฉพาะ เอื้องแปรงสีฟัน ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่ค่อนข้างชอบแสงมากครับ หากได้รับแสงอย่างเต็มที่ เอื้องแปรงสีฟัน จะผลิดอกเบ่งบานได้ถูกต้องตามฤดูกาลอย่างแน่นอนครับ !

เอื้องช้างน้าว Dendrobium pulchellum






                                                   เอื้องช้างน้าว Dendrobium pulchellum


      ช้างน้าว หรือ เอื้องช้างน้าว เป็นกล้วยไม้ทนร้อนกลุ่ม Dendrobium หรือ หวาย ของบ้านเรานี่เองครับ ในพื้นที่ตามชนบทหรือพื้นที่ราบเขา หรือ ป่าแล้ง เรามักพบ ช้างน้าว ขึ้นเกาะอยู่ต้นไม้สูง แต่พิเศษไปกว่ากล้วยไม้สกุลหวายอื่น ๆ เรายังพบว่า ช้างน้าว ยังสามารถขึ้นเกาะบนผาหินสูงชันได้อีกด้วย !
     ลักษณะแสนพิเศษของ ช้างน้าว คือมีลำที่ยาวยื่นทอดออกไป ลำของ ช้างน้าว จะไม่ห้อยลงเหมือนกับเอื้องสายชนิดอื่น ๆ กลับกัน ช้างน้าว จะให้ลำที่แข็งทื่อ โน้มเอียงไม่เป็นสายคล้ายกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่มีใบทรงรีสลับซ้ายขวาเรียงตัวจนสุดลำ หน่อที่กำลังแตกใหม่ที่เราได้เห็นในปีนี้จะยังไม่ให้ดอกจนกว่าจะถึงปีถัดไป เมื่อหน่อแก่ตัวได้ที่กลายเป็นลำก้านที่ทอดยาวออกไปราวคันเบ็ด ช้างน้าว จะเริ่มทิ้งใบในช่วงต้นปี และอาจพักตัวอยู่ราว ๆ ๑-๒ เดือน หลังจากนั้น ช้างน้าว จะเริ่มแทงตาดอกในราว ๆ ช่วงเดือน กุมภาพันธุ์ - พฤษภาคม ดอกของ ช้างน้าว จะแทงออกในส่วนของปลายยอดสุดของลำลูกกล้วย ใน ๑ ลำ หาก ช้างน้าว มีลำต้นที่สมบูรณ์แล้วละก็มันสามารถให้ดอกได้มากถึง ๔ ช่อ ในขณะที่ปกติจะสามารถให้ดอกได้ราว ๆ ๑ - ๒ ช่อ ดอกของ ช้างน้าว มีลักษณะเป็นสายยาวลงมาจากปลายยอด มองคล้ายกับสายเบ็ดที่ร้อยตัวลงมาจากคานเบ็ดไม่ผิดเพี้ยน ขนาดของดอก ช้างน้าว มีขนาดใหญ่ พื้นดอกมีสีเหลืองอ่อน บางครั้งก็พบว่ามีสีแดงในบางต้น บนปากดอกนั้น ช้างน้าว จะมีตาสีดำที่กลมใหญ่เด่นแปลกตาและสวยงาม

     ในวิทยาศาสตร์ ช้างน้าว มีชื่อว่า Dendrobium pulchellum และมันยังถูกเรียกอีกหลาย ๆ ชื่อในบ้านเราอีกด้วยครับ อาทิเช่น เอื้องคำตาควาย เอื้องตาควาย สบเป็ด และยังมีชื่อพิลึก ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินอีกเช่น ปะเหน่มีเพ้ย พอมียอเอ้ะ หากให้เดาละก็สองชื่อหลังนี้คงได้รับการแต่งจากชนชาวเขาอย่างแน่นอนเชียวครับ !
     ด้วยลักษณะที่ทนร้อนพิเศษนี้ ช้างน้าว ยังได้เป็นกล้วยไม้อีกชนิดที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเนิ่นนาน หนึ่งในลูกผสมของ ช้างน้าว ที่ได้รับความนิยมก็คือ Dendrobium Gatton Sunray (เดน-โดร-เบียม-แกต-ตัน-ซัน-เรย์) มันเป็นลูกผสมสีเหลืองสดใสตตาดำเด่นและมีดอกขนาดใหญ่ พ่อแม่ของไม้ชนิดนี้มาจาก เอื้องช้างน้าว หรือเอื้องตาควาย (Dendrobium pulchellum) เข้ากับ Dendrobium Illustra ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง เอื้องคำ ผสมเข้ากับ ช้างน้าว(Den. chrysotoxum x Den. pulchellum) นับได้ว่าเป็นไม้ที่ทำซ้อนกันถึง ๒ ชั้นเลยทีเดียวครับ



วิธีปลูกเลี้ยง ช้างน้าว
     ช้างน้าว เป็นกล้วยไม้เลี้ยงง่ายมากครับ และเป็นกล้วยไม้ที่ทนร้อนเก่งมากซะด้วย เราสามารถเลี้ยงเจ้า ช้างน้าว ให้มีดอกสวยงามได้ดังนี้
๑. นำกาบมะพร้าวที่ผ่านการแช่น้ำไว้แล้วอย่างน้อย ๒-๓ คืน มาเตรียมไว้ครับ ต้องแช่น้ำก่อนนะครับ ถ้าไม่แช่ กล้วยไม้จะโตช้า
๒. ถ้าเป็นไม้ดิบ ให้นำกาบมะพร้าวทุบให้เป็นแผ่น วางรองระหว่างขอนไม้กับ ช้างน้าว ที่เตรียมปลูก กาบมะพร้าวที่ชื้นได้ที่จะช่วยให้รากของช้างน้าวเดินไวขึ้น
๓. นำไปแขวนไว้ในที่ที่มีแสงส่องถึงอย่าร่มรำไรมากเกินไปเพราะอาจจะเน่าตายได้
๔. หากปลูกในกระถาง ให้นำถ่านกลบพื้นกระถางสักครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยนำมะพร้าวสับกลบทับลงไป หลังจากนั้นใช้กาบมะพร้าววางล้องรอบขอบกระถาง นำต้น ช้างน้าว ที่เตรียมไว้ ตั้งไว้ตรงกลาง แล้วค่อย ๆ กลบรากด้วยมะพร้าวสับชื้นเล็ก
***ระวัง อย่ากลบจนมิดโคนไม่เช่นนั้น ช้างน้าว จะเน่าได้ เอาพอบาง ๆ และจับช้างน้าวตั้งให้ได้ด้วยการหาไม้มาค้ำหรือลวดพยุง***
๕. หากเป็นไม้เพาะเลี้ยงจากฟาร์ม ให้ใช้มะพร้าวตุ้ม หุ้มราก แล้วใส่กระเช้ากลมได้เลยครับ



     เมื่อรากช้างน้าวเริ่มเดินดี ควรเริ่มขยับ ช้างน้าว ให้ได้แสงมากขึ้น แสงจะเป็นปัจจัยช่วยให้ ช้างน้าว มีดอกตามฤดูกาลครับ และเพื่อที่จะได้เห็นดอกของ ช้างน้าว อย่างสมบูรณ์ที่สุด เราควรหมั่นพ่นปุ๋ยเกล็ดอย่างสม่ำเสมอ ทางสวนออร์คิดทรอปิคอล เรามักใช้สูตรปุ๋ยเสมอเช่น ๒๑-๒๑-๒๑ เป้นต้นครับ ระวังอย่ารดน้ำตอนสายมากเพราะน้ำที่ไปขังตามกาบใบอาจทำให้ ช้างน้าว เน่าได้ ยอดใหม่ของช้างน้างค่อนข้างบอบบาง ให้พึงระวังเป็นอย่างยื่งครับ หากรดน้ำสายและน้ำไปขังในยอดใหม่ เมื่อแสงแดดจัด ๆ อาจทำให้ยอดเน่าได้เลยครับ และเมื่อยอดเน่าเราก็จะอดดูดอกในปีต่อไปนั่นเอง !

เอื้องสายน้ำผึ้งลาว ( Dendrobium primulinum Laos)


                                              เอื้อง สายน้ำผึ้งลาว Dendrobium primulinum Laos


           เอื้องสายน้ำผึ้งลาว เป็น เอื้องสายน้ำผึ้ง ที่มีเขตกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา ลักษณะทั่วไปของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว ทั่วไปคือ มีปากขยายใหญ่ และกลีบขนาดเล็กจำนวน 5 กลีบเช่นเดียวกับ สายน้ำผึ้งไทย บ้านเรา แต่ที่แตกต่างออกไปคือ สายน้ำผึ้งลาว จะมีสีเหลืองป้ายอยู่บริเวณปาก ซึ่งทำให้มันดูมีสีสันแปลกตากว่า
     หากสังเกตุที่ลำลูกกล้วยจะพบว่า ลำลูกกล้วยจะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ถึง ดำ ในขณะที่ เอื้องสายน้ำ ผึ้งไทยนั้นมีสีออกไปทางสีเขียวเสียส่วนใหญ่
     เอื้องสายน้ำผึ้งลาว มีกลิ่นหอมคล้ายกับสายน้ำผึ้งไทย แต่โดยส่วนตัวผมกลับคิดว่า เอื้องสายน้ำผึ้งของไทยเรา มี กลิ่นที่หอมแรงกว่า จะเป็นเพราะต้นที่ผมเลี้ยงนั้นมีกลิ่นเบาหรือเป็นเพราะสายพันธุ์ คงต้องลองวานผู้คลั่งไคล้สาย น้ำผึ้งช่วยกันพิสูจน์หน่อยแล้วละครับ !

เช่นเดียวกับสายน้ำผึ้งบ้านเรา เอื้องสายน้ำผึ้งลาว จะเริ่มทยอยทิ้งใบ เมื่อถึงปลายปี และจะเริ่มพักตัวไปราว ๆ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเราจะ สังเกตุเห็นตุ่มดอกตามข้อของสายน้ำผึ้งลาว ซึ่งส่วนใหญ่ 1 ข้อใบ จะ ให้ดอกเพียง 1 ดอก ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว จะดกสวยหรือไม่นั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความสมบูรณ์ของต้น หากต้นยาวมาก และจำนวนหน่อมาก เราก็จะได้เห็นดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว บานสะพรั่งสดหวาน สวย ซึ่งดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว นั้นจะบานเพียง 1-2 อาทิตย์ นับ หลังจากที่บานเต็มที่แล้ว แต่หากเรารดน้ำไปถูกดอกของเขาแล้ว เอื้อง สายน้ำผึ้งลาว จะถือดอกได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็จะร่วงโรยไป ทั้งนี้เนื่อง จากดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว นั้นบอบบาง เมื่อถูกน้ำก็จะช้ำ และ เสียหาย อัตราการโรยจึงเร็วกว่าปกติ เราควรรดน้ำเพียงให้โดย เฉพาะรากเท่านั้น หากต้องการให้ดูดอกได้นาน ๆ ดอกของ เอื้องสาย น้ำผึ้งลาว จะบานในช่วง ฤดูร้อน คือ ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน โดยประมาณ 


         การปลูกเลี้ยง เอื้องสายน้ำผึ้งลาว
สำหรับการเลี้ยงเจ้า เอื้องสายน้ำผึ้งลาว นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เนื่องจากเจ้าตัวเป็นไม้เมืองร้อนแต่เดิมแล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหากับสภาพอากาศในพื้นราบมากเท่าไดนัก การปลูกที่นิยมมักจะนำไปแปะติดกับขอนไม้ ซึ่งการติด กับขอนไม้นั้น ให้เราหาวัสดุที่เพิ่มความชื้นอย่างกาบมะพร้าว นำมาแช่น้ำสัก 1-2 คืน เพื่อให้ยางกาบมะพร้าวอ่อนตัว ลง หลังจากนี้ จึงสามารถนำ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว ของเราลงแปะติดกับขอนไม้ได้ครับ โดยมัดให้แน่น หากไม่แน่น เมื่อ กล้วยไม้สั่นคลอน อัตราการแตกรากใหม่จะช้าลงครับ

          เอื้องสายน้ำผึ้งลาว ชอบแสงประมาณ 40-60% ผู้เลี้ยงควรปลูกในที่ร่มอย่างใต้สแลน หากเป็นร่มใต้ชายคา เราไม่ แนะนำครับ หากเลี้ยงในร่มจัด เอื้องสายน้ำผึ้งลาว จะงามแค่ช่วงแรก ๆ และเริ่มหดลำลงตายในที่สุดซึ่งอาจกินเวลา ราว ๆ 1 - 3 ปี แต่หากเราเลี้ยงในพื้นที่ที่ อากาศถ่ายเทสะดวก และมีความชื้นพอเหมาะพอดี มีแสงเข้าถึงอย่างสม่ำ เสมอใน 1 - 3 ปี แทนที่กล้วยไม้จะเริ่มโทรม เขาจะเริ่มแตกหน่อใหม่มากขึ้นและยาวขึ้น ซึ่งแน่นอนหากถึงฤดูให้ดอก เอื้องสายน้ำผึ้งลาวจะพรั่งพรูดอกของเขาให้เราชมจนรู้สึกว่าคุ้มค่าที่เลี้ยงดูมาอย่างดีเลยครับ

           ในช่วงฤดูดอก มักมีเพลี้ยไฟเข้ามารบกวน ศัตรูกล้วยไม้ชนิดนี้จะทำให้ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้งลาว บานได้ไม่นาน ครับ วิธีป้องกัน ลองอ่านดูได้ที่ บทความเรื่อง เพลี้ยไฟ ครับ 


เอื้องสายน้ำผึ้งไทย ( Dendrobium primulinum )



                                           เอื้องสายน้ำผึ้งไทย ( Dendrobium primulinum )

   

            เอื้องสายน้ำผึ้ง เป็นกล้วยไม้ที่มีเขตกระจายพันธุ์กว้างขวางตั้งแต่ เมืองยูนาน ประเทศจีน พม่า ลาว ไทย และเวียดนาม เติบโตบนความสูงตั้งแต่ 500 - 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่กระนั้นกลับเลี้ยงในสภาพพื้นราบในบ้านเราได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
สายน้ำผึ้งไทย ลักษณะโดยทั่วไปคือมีกลีบดอกมีขนาดเล็กสีม่วงอ่อนไปจนถึงเข้ม และที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ มีปากที่บานขนาดใหญ่ บริเวณปากมีเส้นสีม่วงขีดอยู่ หากมองผิวเผินจะมีลักษณะคล้ายกับเส้นเลือดฝอย บริเวณ ปากของ สายน้ำผึ้งไทย ไม่มีสี ในขณะที่ สายน้ำผึ้งลาว จะมีสีเหลืองอยู่บริเวณที่ปากดอก เอื้องสายน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอมที่เย้ายวนให้หลงไหลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยามบ่าย หากได้เดินผ่าน เอื้องสายน้ำผึ้ง ที่กำลังเบ่งบานอยู่เต็มลำแล้วละก็ เราจะได้กลิ่นหอมนี้โชยอยู่ทั่วบริเวณเลยครับ
ฤดูกาลให้ดอก เอื้องสายน้ำผึ้ง คือ ระหว่างช่วงเดือน กุมภาพันธุ์ - เมษายน โดย เอื้องสายน้ำผึ้ง จะเริ่มทยอยทิ้ง
           ใบในช่วงปลายหนาว ระหว่าง พฤศจิกายน - มกราคม และจะพักตัวโดยเหลือเพียงแต่ลำลูกกล้วยไปนาน เมื่อเริ่มเข้าฤดูร้อน ราว ๆ ต้นเดือนกุมภาพันธุ์ หากสังเกตุที่ลำลูกกล้วยก็จะพบว่ามีตุ่มดอกมากมายเกิดขึ้นเรียงราย ตามข้อลำลูกกล้วย ลองสังเกตุกันดูนะครับ
ในฤดูกาลให้ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้ง เรามักจะพบศัตรูกล้วยไม้ที่เรียกว่า เพลี้ยไฟ หรือ ตัวกินสี ไต่อยู่บนดอกของสายน้ำผึ้ง อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งยากแก่การกำจัด ตัวกินสีเหล่านี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้ง บานอยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ สำหรับการป้องกันเพลี้ยไฟ สามารถอ่านบทความเรื่องแมลงศัตรูกล้วยไม้ได้ในหน้าบทความทั่วครับ

          ปัจจัยการการทิ้งใบของ เอื้องสายน้ำผึ้ง นั้นคืออากาศที่แห้งจัดในช่วงฤดูหนาว แต่หากเรารดน้ำเป็นประจำทุกวันจะพบว่า เอื้องสายน้ำผึ้ง จะชลอการทิ้งใบลง ซึ่งก็เป็นผลดีที่ว่า เอื้องสายน้ำผึ้ง ยังสามารถใช้ใบปรุงอาหารเก็บสะสมได้มากขึ้น และมีผลต่อการให้ดอกในฤดูร้อนที่จะถึง เมื่อ เอื้องสายน้ำผึ้ง ทิ้งใบไปจนหมดแล้ว ในช่วงฤดูใกล้ถึงดอกหรือ ในช่วงกลาง ๆ เดือน มกราคม หรือ ต้น ๆ กุมภาพันธ์ ลองให้น้ำสลับวันดูนะครับ เนื่องจาก หากให้น้ำเป็นประจำแล้ว เอื้องสายน้ำผึ้ง จะแทงตาดอกน้อยกว่า เอื้องสายน้ำผึ้ง ที่ได้น้ำ แบบอด ๆ อยาก ๆ ทั้งนี้เป็นเรื่องปกติของต้นไม้ทั่วไป ที่พอถึงหน้าแล้งต้นไม้มักคิดว่าตัวเองต้องตาย จึงต้องผลิตทายาทให้มากที่สุดนั่นเองครับ ทีนี้ดอกก็พลูเป็นพลุไฟเลยทีเดียว (ปล. ไม่รับรองนะ ต้องลองเอง)


       การปลูก เอื้องสายน้ำผึ้ง
เอื้องสายน้ำผึ้ง นั้นเลี้ยงไม่ยากเลยครับ ชอบแสงประมาณ 60-70% เครื่องปลูกควรไม่อุ้มน้ำจนเกินไป การปลูกลงในกระเช้าควรมีเครื่องปลูกเป็นวัสดุเพิ่มความชื้น 30% และที่เหลือเป็นถ่านหรือเศษไม้ก็ได้ครับ สำหรับผมแปะติดกับขอนไม้รองกาบมะพร้าวเพียง 10% เท่านั้น เอื้องสายน้ำผึ้ง ของใครมีดอกแล้วอย่าลืมมาโชว์แบ่งกันชมบ้างนะครับ




สายน้ำครั่ง Dendrobium parishii

                                                     สายน้ำครั่ง Dendrobium parishii

 
 
       สายน้ำครั่ง หรือ สายน้ำครั่งสั้น จัดอยู่ในสกุลหวาย และเป็นหวายของไทยเรานี่เองครับ เขตกระจายพันธุ์ สายน้ำครั่ง นั้นกว้างขวางมากตั้งแต่มลฑลไฮหนานตัดผ่านประเทศไทยยาวลงไปถึงเวียดนามเลยทีเดียวครับ เนื่องจากมีเขตกระจายพันธุ์ที่กว้างขวางนี่เอง สายน้ำครั่ง จึงเป็นกล้วยไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป ปัจจุบันในประเทศไทย สายน้ำครั่ง มีไม่มากแล้ว จึงมีการลักลอบนำ สายน้ำครั่ง มาจากเพื่อนบ้านของเราเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น สายน้ำครั่ง ที่เห็น ๆ เป็นกล้วยไม้กระสอบนั้นก็ถูกลักลอบนำเข้ามาจากทางเพื่อนบ้านเรานั่นเองครับ
     สีสันของ เอื้องสายน้ำครั่งสั้น ตามลักษณะทั่วไปแล้ว สายน้ำครั่ง มีเพียงสีเดียวเท่านั้นคือสีม่วงหรือ สีชมพูอ่อนๆ ไปถึงม่วงเข้ม แต่เราก็ยังพบ สายน้ำครั่ง ที่มีสีสันแปลกตาอีกหลากหลายสีเช่น สีขาวล้วน ปากสีดำกลีบดอกขาว ปากสีแดงพื้นดอกขาว ปากสีส้มพื้นดอกขาว และหูดอกขาวนอกนั้นสีม่วง เป็นต้น สีเหล่านี้เราเรียกว่า Semi alba ซึ่งหมายถึง กึ่งเผือก นั่นเองครับ สายน้ำครั่ง เหล่านี้จะเป็น สายน้ำครั่ง ที่
พิการสี คือไม่สามารถมีสีได้ตามปกติ เหมือน สายน้ำครั่ง ธรรมดา มันจึงพิเศษกว่า สายน้ำครั่ง ทั่วไปแน่นอนว่า ราคาของพวกมันก็พิเศษขึ้นไปด้วยเช่นกัน

       ฤดูกาลให้ดอก ของ สายน้ำครั่ง จะอยู่ระหว่างช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนพฤาภาคม และช่วงก่อนให้ ดอกเรามักจะพบว่า สายน้ำครั่ง จะพากันทิ้งใบเหลือแต่ลำว่างเปล่า ไม่ต้องตกใจครับ หากพบว่า สายน้ำครั่ง ทิ้งใบ ให้เตรียมตัวลุ้นดอกกันได้เลย ลักษณะการทิ้งใบจะแตกต่างไปตามแต่วิธีการเลี้ยงของแต่ละคน หากไม่รดน้ำเลย สายน้ำครั่ง จะทิ้งใบไวมาก และทิ้งใบได้ตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว แต่หากเป็นคนชอบรดน้ำมาก ๆ สายน้ำครั่ง จะ สามารถคงใบอยู่ไว้ได้จนถึงวันมีดอกได้เลย ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าชอบเห็นดอกพร้อมใบหรือว่าดอกอย่างเดียวละครับ 

           การปลูกเลี้ยงเอื้องสายน้ำครั่ง เนื่องจาก สายน้ำครั่ง เป็นกล้วยไม้เมืองร้อนอยู่แล้ว การปลูกและ การดูแลจึงไม่ยากนัก เราสามารถปลูกโดยการนำไปติดกับขอนไม้ หรือนำลงปลูกกับกระเช้าก็ได้ครับ ปลูกติดขอนไม้ : ให้นำ สายน้ำครั่ง ที่ได้มา มัดติดกับขอนไม้โดยมีกาบ มะพร้าวที่แช่น้ำทิ้งไว้แล้วอย่างน้อย 2 คืน ขั้นระหว่างกลางเป็นดั่ง หมอนรองระหว่างรากกับขอนไม้ กาบมะพร้าวจะช่วงเก็บความชื้น ทำให้รากของ สายน้ำครั่ง แตกตาใหม่เร็วกว่าไม่ใส่อะไรเลยครับ ปลูกลงกระเช้า : เช่นเดียวกับติดขอนไม้ ควรมีเครื่องปลูกบ้าง หาก เป็นกระถางก้นลึกให้ใส่ถ่านลงไปก่อน โดยตัดก้อนถ่านเป็นก้อน
สี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า วางให้เป็นระเบียบด้านล่าง แล้วจึงนำกาบมะพร้าว หรือ รากชายผ้า ปลูกหนีบรากของ สายน้ำครั่ง อีกที ที่เราไม่ใช้กาบมะพร้าวทั้งหมดนั้นก็เพราะว่ากระถางก้นลึกจะเก็บความชื้นได้เยอะมาก อาจทำ ให้ สายน้ำครั่ง เน่าได้ในฤดูฝน หรือ ในกรณีที่เรารดน้ำมากเกินไปนั่นเอง

       TIP : หากเราได้ออกขวด สายน้ำครั่ง ละก็ ให้ลองนำรากช้ายผ้าปลูกโดยขึ้นกระเช้า 4นิ้ว เลยไม่ต้องหนีบนิ้ว จะพบ ว่า ลูก สายน้ำครั่ง จะเติบโตรวดเร็วกว่า สายน้ำครั่ง ที่หนีบนิ้วมาก ทั้งนี้เนื่องจากเอื้อง สายน้ำครั่ง ชอบเครื่องปลูกที่ มีความชื้นและฮิวมัสสูง มันจึงเติบโตได้ดีกับรากชายผ้าสีดานั่นเองครับ
เมื่อใกล้ถึงฤดูให้ดอก รากชายผ้าจะเก็บความชื้นค่อนข้างสูง ให้ระวังอย่ารดน้ำมากมิเช่นนั้น ดอกจะออกทั้ง ๆ ที่มี ใบติดอยู่ ทำให้ดูไม่สวยงาม ให้เรางดน้ำบ้างวันเว้นวัน ปล่อยแห้งบ้าง เพื่อให้ทิ้งใบไปตามปกติของ สายน้ำครั่ง ทั่วไป ปุ๋ย : ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่แต่ละคนว่าจะให้ขนาดไหนครับ ที่ orchidtropical รดปุ๋ยหลัก ๆ เป็นสูตรเสมอแล้วสลับ กันไป เช่น อาทิตย์ที่หนึ่ง สูตรเสมอ อาทิตย์ที่สอง ตัวกลางสูง อาทิตย์ที่สาม สูตรเสมอ อาทิตย์ที่สี่ตัวท้ายสูง สลับ มั่วไป ๆ มา ๆ บางทีก็ลืมรด กลางสูงสองสัปดาห์ซ้ำกันไปเลยครับ !
     ***สำคัญที่สุด คือ ถ้าเราขยันให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ตามปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำไม่ขาดไม่เกิน ไม่ว่าจะเป็น สาย น้ำครั่ง หรือ กล้วยไม้ชนิดได ๆ ก็ตาม ก็จะให้ดอกตรงตามฤดูและพรั่งพลูสวยงามทุกชนิดครับ ไม่เชื่อลองดูได้ครับ ผมได้ทดลองไม่รดปุ๋ยตลอด 1 ปี พบว่ากล้วยไม้ให้ดอกน้อยลง ไม่ตรงฤดูกาล และสีสันอ่อนลง ลำต้นบอบบางลง ต่างจากปีที่รดปุ๋ยเป็นประจำทุกสัปดาห์ ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่อยากทดลองงดปุ๋ยแนะนำว่าอย่าเชียวครับ เนื่องจากผม เป็นหนูทดลงอให้แล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย รดปุ๋ยต่อไปเถอะนะครับ เพื่อดอกไม้ที่สวยงามยามฤดูผลิบาน