วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เอื้องเขาแกะ (Rhynchostylis coelestis)





                                          เอื้องเขาแกะ (Rhynchostylis coelestis)

เขาแกะ (Rhynchostylis coelestis)
     ในพื้นที่ป่าโปร่งผลัดใบคงไม่มีเอื้องชนิดไหนที่มีความงามเทียบเท่ากับ เขาแกะ กล้วยไม้สกุลช้าง(Rhynchostylis)อีกแล้วก็เป็นได้ครับ
     เช่นเดียวกับรองเท้านารีที่ถูกเรียกชื่อตามรูปลักษณ์ดอกอันแสนแปลกของมัน เขาแกะ เองก็เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่ถูกเรียกชื่อตามลักษณะที่พบเห็น เพียงแต่ เขาแกะ ไม่ได้ถูกตั้งชื่อเพราะดอกเหมือนเขาของแกะ แต่เป็นเพราะใบที่โค้งงอสลับกันไปมาซ้ายขวาที่เหมือนเขาของของแกะเอื้องชนิดนี้เลยได้รับฉายาว่า เขาแกะ ไปโดยไม่รู้ตัว
     ชื่อวิทยาศาสตร์ของ เขาแกะ คือ Rhynchostylis coelestis มันเป็นกล้วยไม้สกุลช้างอีกชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ในบ้านเรา เขาแกะ ในธรรมชาติเรามักพบ เขาแกะ ได้ทั่วไปบนคาคบไม้เตี้ย-สูงในป่าโปร่งร้อน เขาแกะ นับได้ว่าเป็นกล้วยไม้ที่ทนร้อนได้อย่างสุด ๆ ครั้งหนึ่งผมได้เดินทางไปยังต่างอำเภออันแร้นแค้น ป่าไม้เป็นป่าโปร่งผลัดใบแม้แต่หญ้าบนพื้นก็แห้งเหี่ยว มีต้นไม้ยืนต้นตายหลายต่อหลายต้น
แต่เมื่อมองขึ้นบนยอดไม้ที่ยังพอมีชีวิตหลงเหลืออยู่บ้างก็พบกับเจ้า เขาแกะ ยืนต้นท้าแสงแดดอันร้อนระอุอย่างไม่สะทกสะท้าน ผมมั่นใจมากว่า เขาแกะ ที่ผมเห็นในตอนนี้ต้องตายในไม่ช้า แต่สองปีให้หลังผมก็ได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้อีกครั้ง และเดินไปยังโคนต้นไม้ต้นเดิมแล้วเงยหน้าขึ้น มันน่าตกใจจริง ๆ ครับ เขาแกะ ต้นเดิมกลับแตกหน่อมีดอกบานสะพรั่งสวยงามจนน่าตกใจ และเมื่อลองเดินสำรวจป่าระแวกนี้ดูผมก็พบว่ามี เขาแกะ น้อยใหญ่เติบโตขึ้นบนกิ่งไม้ที่ถูกแดดฟาดอย่างจังอย่างน่าตกใจ นับได้ว่า เขาแกะ เป็นราชาทนร้อนของจริงเลยละครับ
     ในทางภาคเหนือ เราอาจจะได้ยินคำว่า เอื้องขี้หมา จนติดหู มันเป็นชื่อเรียกของ เขาแกะ อีกชื่อที่เราอาจไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ เขาแกะ ยังมีชื่อเล่นอื่น ๆ อีกว่า เอื้องเขาควาย แล้วยังได้รับฉายาเป็นชื่อแบบอินเตอร์อีกด้วยว่า Blue Foxtail แปลได้เท่ ๆ ว่า จิ้งจอกหางน้ำเงิน
     ด้วยลักษณะของช่อที่ตั้งยาวขึ้น เขาแกะ จึงเป็นที่นิยมไม่น้อยในหมู่นักพัฒนากล้วยไม้ทั้งไทยและนอก เขาแกะ ถูกนำไปผสมกับกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์เช่น แวนดา เข็ม และไม่แน่ว่าบางครั้งเราอาจพบกับลูกผสมของ เขาแกะ ตั้งตระหง่านสวยงามอยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

ลักษณะทั่วไปของ เขาแกะ
ลำต้น เขาแกะ มีรูปทรงใบเป็นรูปทรงกระบอก ค่อนข้างเตี้ย ตั้งตรง เจริญเติบโตทางยอด
ใบ ออกเรียงสลับซ้ายขวา โคนใบเป็นแผงชิดกันแน่น ปลายใบโค้งลงเล็กน้อย มองดูคล้าย เขาแกะ หรือเขาควาย แผ่นใบบางและเหนียวห่อเข้าหากัน ยาว 10-15 เซนติเมตร
ดอก เป็นช่อตั้งตรง ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีดอกเบียดกันแน่น ขนาดดอกราว 1.5-2.0 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงบนรูปรีแกมรูปไข่กลับ กลีบเลี้ยงคู่ข้างรูปไข่กลับ กลีบดอกรูปขนานแกมรูปไข่ กลีบทั้ง 5 กลีบมีสีขาว ขอบกลีบมีขลิบเป็นสีม่วงคราม บางต้นอาจมีสีออกไปทางแดง หรือไปทางสีน้ำเงินก็มี ปลายกลีบมน กลีบปากรูปลิ่ม มีเดือย ดอกแบนและปลายโค้งลง ดอกบานทนนาน ประมาณ 2 สัปดาห์ และมีกลิ่นหอม ช่วงเวลาที่ออกดอก คือฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 
แหล่งกระจายพันธุ์ เขาแกะ มีแหล่งกระจายพันธุ์บริเวณป่าดิบแล้ง หรือป่าโปร่งผลัดใบในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยพบในทุกภาคยกเว้นภาคใต้

เทคนิคการเลี้ยง เขาแกะ
- ในการปลูกเลี้ยง เขาแกะ นิยมปลูกเลียนแบบธรรมชาติ เช่นติดกับขอนไม้ ใส่กระเช้า หรือ นำไปติดบนต้นไม้ใหญ่ก็ได้ครับ เขาแกะ เป็นกล้วยไม้ที่ค่อนข้างชอบแสงแดด ดังนั้นอย่านำไปแขวนไว้บริเวณที่ร่มจัดเกินไปนะครับ เพราะอาจจะไม่ได้ดูดอกและเผลอ ๆ จะเน่าตายได้ครับ เอาละลองดูวิธีปลูกของผมกันดูนะครับ
◇ ก่อนอื่นหากเป็นไม้ดิบ ให้ตัดรากแห้งทิ้งให้หมดครับ
◇ หากใส่กระเช้า ผมแนะนำกระถางพลาสติก 4นิ้ว ขนาดกำลังเหมาะพอดีครับ
◇ หากเป็นขอนไม้ หาขนาดพอเหมาะไม่ต้องใหญ่มาก หากติดต้นไม้....หาจุดเหมาะ ๆ โดยดูทิศทางแสงให้ดีอย่าได้ร่มไปครับ
◇ วิธีใส่ เขาแกะ ลงในกระเช้า 4นิ้ว ให้พยายามเรียงรากลงกระถางให้ได้ครับโดยเราอาจต้องจับสอดทีละเส้นเพื่อให้รากผ่านรูของกระเช้าลงไป พอใส่ได้แล้ว เราอาจจะนำกาบมะพร้าวแช่น้ำแล้ว มาสอดใส่ใต้รากรองไว้ระหว่างกระเช้ากับรากของ เขาแกะ ก็ได้ครับ เพื่อให้ได้รับความชื้นที่เหมาะสมและทำให้รากใหม่แตกเร็วขึ้น
◇ ในกรณีเกาะขอนไม้ ให้เราหาเชือกฟาง ฟิว หรือสายโทรศัพท์ มายึดเขาแกะกับขอนไม้ให้แน่น จัดทรงต้นให้ตั้งขึ้นแล้วใช้ฟิวหรืออุปกรณ์ที่เตรียมไว้ยึดให้ทรงต้นไม่ล้ม หากมั่นคงดีแล้วก็นำไปแขวนในร่มรำไร หรือใต้สแลนพลางแสง รอไม้พักตัวครับ
◇ ระหว่างไม้พักตัว ให้รดน้ำเวลาเดียวเช่นเดียวกับกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ โดยจะเป็นเวลาเช้า หรือ เย็น ให้เพียงเวลาเดียว เวลาไหนก็ได้ครับยกเว้นบ่าย
◇ เมื่อรากเกาะเดินดีแล้ว ถึงแม้จะเป็นไม้ป่าก็ตามก็ควรจะให้ปุ๋ยบ้างเพราะมาอยู่ในเมืองอาหารการกินก็ต้องปรับตามครับ สูตรที่แนะนำคือ 21-21-21 เป็นสูตรเสมอมาตรฐาน ควรฉีดพ่นทุกสัปดาห์ เมื่อถึงเวลาให้ดอก เขาแกะ จะผลิดดอกออกงามประทับใจเราเลยทีเดียว

กรณีไม้ขวด ไม้เลี้ยง
- กล้วยไม้ขวด หรือ ไม้เลี้ยง มักไม่ค่อยมีปัญหามาก ลักษณะการปลูกขึ้นกระเช้าสามารถทำได้เช่นเดียวกับกล้วยไม้ทุกชนิดครับ ในการอนุบาลไม้นิ้ว หรือ ไม้ออกขวดใหม่ เราอาจจะใช้ปุ๋ย ตัวหน้าสูงอย่าง 30-20-10 บำรุงสลับกับ สูตรเสมอ 21-21-21 บ้างเพื่อให้ไม้โตเร็วขึ้นครับ หากใครไม่ทราบว่าต้องหนีบนิ้วลูกไม้อย่างไร ลองอ่านหน้า วิธีการหนีบนิ้วลูกไม้ที่หน้าบทความกล้วยไม้ทั่วไป <http://www.orchidtropical.com/articleid21.php>ดูนะครับ 



เอื้องหนวดพราหมณ์ ( Seidenfadenia mitrata )




                                                เอื้องหนวดพราหมณ์ ( Seidenfadenia mitrata )

หนวดพราหมณ์ ( Seidenfadenia mitrata )
     หนวดพราหมณ์ แต่เดิมเป็นกล้วยไม้ที่อยู่ในสกุลของกุหลาบ Aerides และถูกเปลี่ยน เป็นสกุล Seidenfadenia ในภายหลัง
     หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้เพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Seidenfadenia ซึ่งได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเกรียติ์แด่ ท่าน Gunnar Seidenfaden ชาวเดนมาร์ก อดีตเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย และเป็นผู้ทำการศึกษา และตีพิมพ์ผลงานวิชาการเกี่ยวกับ กล้วยไม้ไทยอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผลงานของท่านเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่ง สำหรับโครงการพรรณพฤกษชาติประเทศไทย พืชวงศ์กล้วยไม้ ส่วนคำระบุชนิด mitrata แปลว่าที่สวมศีรษะหรือหมวกทรงสูงสำหรับพระในคริสต์ศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงลักษณะโดยรวมของเส้าเกสรที่ดูคล้ายกับที่สวมศรีษะนั่นเองครับ 
     ในประเทศไทยเราสามารถพบกล้วยไม้ หนวดพราหมณ์ ได้ในป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ หรือป่าดิบเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 350 - 1,500 ม. ด้วยลักษณะของใบที่ห้อยยาวลงมาจากคาคบไม้สูงมองดูราวกับเส้นผมของนักพรตที่สกปรกรุงรังจึงมีเรื่องเล่าอันน่าพิศวงต่อ ๆ กัน ว่ากันว่า มีชาวบ้านคนหนึ่งที่ตกใจวิ่งออกมาจากป่าภายหลังออกหาเก็บของป่าพร้อมกับเสียงตื่นตระหนกว่าพบกับผีพลายตนหนึ่งในป่ายามพลบค่ำ ชาวบ้านต่างตื่นตกใจเกรงว่าผีพลายจะมาทำร้ายเด็ก ๆ ใน หมู่บ้านจึงได้ปรึกษาและได้ออกตามหาผีพลายตนดังกล่าวเพื่อใช้วิธีทางศัยศาสตร์เข้าจัดการ แต่เมื่อเดินทางไปยังจุดที่เคยพบกับผีพลาย สิ่งที่ชาวบ้านพบมีเพียงต้นไม้ที่หักลง บนตอที่หักโค่นนั่น มีกอ ขนาดใหญ่ของต้นกล้วยไม้ที่กำลังแทงช่ออวดเบ่งดอกขนาดเล็กสีชมพูชูของมันบนก้านช่อทรงสวยงาม ราวกับช่อของดอกไม้ที่ถูกประดับประดาบนแจกันขนาดใหญ่ ใบของดอกไม้มีทรวดทรงยาวยุ้งเหยิง เมื่อถูกลมพัด ใบของมันก็พริ้วไหวไปตามสายลม มองดูราวกับเส้นผมของคนไม่ผิดเพี้ยน ข้อสงสัยเรื่องผีพลายของชาวบ้านจึงถูกไขออก กล้วยไม้ชนิดนี้จึงได้ชื่ออีกนามว่า "เอื้องผมผีพลาย"
นอกจากนี้ หนวดพราหมณ์ ยังมีชื่อตามท้องถิ่นต่าง ๆ อีกว่า เอื้องผมเงือก และ เอื้องกุหลาบสระบุรี ซึ่งก็ได้รับการตั้งชื่อตามความเรื่องเล่าและแหล่งที่พบตามลำดับ 
     หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้อีกชนิดที่เลี้ยงง่าย เนื่องจากชอบอากาศร้อนจึงสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย ครั้งหนึ่งผมเดินทางไปยังจังหวัดปทุมทานี และได้แวะเข้าไปยังส่วนของ นวนคร พื่นที่ที่ผมได้ไปเยือนส่วนใหญ่เป็นตึกสูงของหอพักเสียส่วนใหญ่ และบนห้องพักของตึกตึกหนึ่งผมก็ได้พับกับ หนวดพราหมณ์ กอสวยที่กำลังออกดอกสวยงาม ซึ่งคาดว่าเจ้าของคงได้นำไปปลูกประดับไว้ตรงบริเวณริมระเบียง น่าเหลือเชื่อ ที่กลางเมืองตึกสูงอากาศร้อนอบอ้าวเพียงนั้น หนวดพราหมณ์ ก็สามารถแตกกอสวยงามได้ นับได้ว่า หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้ที่สามารถเลี้ยงในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและให้ดอกได้อย่างง่ายดายครับ

ลักษณะของ หนวดพราหมณ์
หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยลำต้นยาว 3-5 ซม.รากจำนวนมากออกที่โคนต้น ลักษณะอวบยาวใบจำนวน 3-5ใบ รูปทรงกระบอกยาวสีเขียวเข้ม ปลายเรียวแหลมเส้นผ่านศูนย์กลางส่วนกว้างสุดประมาณ 0.5 ซม. ยาว 10-40 ซม. ใบของ หนวดพราหมณ์ ห้อยลู่ลงด้านบนเป็นร่องตามยาว 
ลักษณะดอกของ หนวดพราหมณ์
หนวดพราหมณ์ ออกดอกเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ซอกใบช่อตั้งขึ้นก้านช่อยาว 13-20 ซม. ดอกของ หนวดพราหมณ์ เรียงค่อนข้างแน่น มีกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 2 ซม. กลีบเลี้ยงสีขาว ปลายกลีบสีม่วง รูปรีแกมรูปขอบขนาน กลีบดอกสีขาว ขอบกลีบอาจมีสีม่วงรูปรีแกมรูปไข่กลับ กลีบปากสีม่วงแกมแดง กลางกลีบสีจางกว่า กลีบรูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบเว้าตื้น โคนกลีบแต่ละข้างมีติ่งขนาดเล็ก ฝาปิดกลุ่มเรณูสีม่วงเข้ม หนวดพราหมณ์ ให้ดอกช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือน เมษายน- พฤษภาคม ดอกของ หนวดพราหมณ์ มีกลิ่นหอม หากปลูกเป็นกอจะส่งกลิ่นหอมโชยพัดตามลมครับ 

การปลูกเลี้ยง หนวดพราหมณ์ 
- การปลูก สามารถปลูกโดยการห้อยหัวลง หรือ ทำให้ห้อยลงมาได้ครับ หรือปลูกจับลำตั้งขึ้นก็ได้ครับ
- การรดน้ำ หนวดพราหมณ์ ควรรดเวลาเดียวช่วงเช้าตรู่ หรือ ช่วงเย็น เท่านั้น หนวดพราหมณ์ ที่ปลูกใหม่ ยังไม่ควรให้ถูกแสงแดดจัดมากเกินไปเพราะอาจทำให้ตายได้ครับ
- หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้ที่ชอบแสงค่อนข้างมาก เมื่อรากเดินดีแล้วควรค่อย ๆ ขยับเข้าหาแสงแดดบ้าง เช่นถูกแสงแดดช่วงเช้า ๆ หรือ ช่วงเย็นหลัง 4 โมง เป็นต้น แสงจะเป็นตัวกระตุ้นให้ หนวดพราหมณ์ ได้ปรุงอาหาร สะสมเตรียมไว้สำหรับออกดอกครับ หากไม่ได้รับแสงที่เพียงพอ หนวดพราหมณ์ จะไม่ค่อยให้ดอก หรือ ให้ดอกไม่ดกครับ
- ปุ๋ยสำหรับ หนวดพราหมณ์ ควรให้ทุกสัปดาห์ สูตรปุ๋ยไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เราปลูกครับ แต่ปุ๋ยที่ต้องให้นั้นคือปุ๋ยสูตรเสมอ เพื่อให้ หนวดพราหมณ์ ได้มีอาหารสะสมและแตกกอสวยงามครับ
- หาก หนวดพราหมณ์ ไม่ให้ดอก หรือ ลำต้นแคระแกรน ให้พึงพิจารณาเรื่องแสงครับ 
       **แต่โดยรวม หนวดพราหมณ์ เป็นกล้วยไม้เลี้ยงง่ายครับ เพียงหมั่นรดน้ำทุกวันก็แตกกอสวยให้ดอกงดงามแล้วครับ แต่หากขยันให้ปุ๋ยเป็นอาหารเสริมด้วยแล้วละก็ หนวดพราหมณ์ จะยิ่งให้ดอกดกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเชียว ท่านที่ปลูก หนวดพราหมณ์ ได้อ่านบทความ นี้แล้วได้ผลเช่นไรอย่าลืมนำภาพดอกของ หนวดพราหมณ์ สวย ๆ มาแบ่งกันชมได้ในเว็บบอร์ดนะครับ !






กล้วยไม้ดิน Spathoglottis









                                 กล้วยไม้ดิน Spathoglottis

      สปาโตกลอสติส เป็นกล้วยไม้ดินสกุลหนึ่งที่นิยมปลูกเลี้ยงกันอย่าง แพร่หลาย กล้วยไม้สกุลนี้มีจำนวนมากกว่า๔๐ชนิด ( species ) ถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีการแพร่กระจายตั้งแต่ทางตอนเหนือของอินเดีย ศรีลังกา ทางตอนใต้ของจีน มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก กล้วยไม้สกุลนี้มีความสำคัญในประเทศไทยและเป็นที่รู้จักในวงการกล้วยไม้ทั่ว โลก กล้วยไม้สกุลนี้หลายชนิดมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เช่นเหลืองพิสมร( Spathoglottis lobii ) มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคอิสาน ภาคตะวันออก ขาวพิสมร( Spathoglottis pubescens ) มีถิ่นกำเนิดทาง ภาคอิสาน กล้วยไม้ดินใบหมาก( Spathoglottis plicata ) มี ถิ่นกำเนิดทางภาคใต้
     กล้วยไม้สกุลสปาโตกลอสติสนี้ปรกติเราเรียกว่า “กล้วยไม้ดิน” แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงสกุลหนึ่งของกล้วยไม้ดินเท่านั้น ยังมีกล้วยไม้ดิน สกุลอื่นอีกหลายชนิด สปาโตกลอสติส มีการเจริญเติบโตแบบ Sympodial มีลำลูกกล้วยป้อม และมีข้อถี่ๆ ลักษณะใบเป็นใบยาวปลายเรียวแหลมโค้ง นอกจากนี้ยังมีรอยจีบ ตามแนวความยาวของใบคล้ายต้นอ่อนของพวกปาล์ม ช่อดอกออกจากฐานของแกนใบก้านช่อยาวและผอมเรียวมีดอกออกเป็นกลุ่มที่ปลายช่อ กลีบดอก มีขนาดเท่าๆ กัน ดอกบานผึ่งผายหูปากทั้งสองค่อนข้างแคบ และโค้งขึ้นทั้งสองข้าง แผ่นปากจะแคบและมีเขี้ยวเล็กๆ ข้างละอันและส่วนบน ของโคนปากมีปุ่มสองปุ่มอยู่คู่กัน บางชนิดที่ปุ่มจะมีขนปกคลุมที่ปลายแผ่นกลีบ ปากผายกว้างออกและบางชนิด ปลายกลีบปากจะเว้า เส้าเกสรจะผอมด้านปลาย จะกว้างและโค้งลงเล็กน้อย เกสรตัวผู้มีสองชุด ชุดละ ๔เม็ด
     สปาโตกลอสติสเป็นกล้วยไม้ ที่สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี พบว่าต้นที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรง ในหนึ่งหัวสามารถ ออกดอกได้๑-๓ ก้านช่อดอกก้านช่อยาว เฉลี่ย ๓๐-๑๒๐ ซม. (ในชนิดพันธุ์ใหญ่) มีดอกประมาณ ๓๐ ดอกขึ้นไป ต่อช่อดอกทยอยบานพร้อมกันเป็นชุดๆ ตั้งแต่๓-๑ๆ ดอก และบานติดต่อกันได้นาน๓-๖ เดือน แล้วแต่ชนิดพันธุ์

พันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์
      Spathoglottis plicata พันธุ์นี้พบมากทางภาคใต้ของประเทศไทย กลีบนอกทั้งสามกลีบดูคล้ายกัน และกางทำมุมอย่างเป็นระเบียบกลีบดอกคู่ในกว้างกว่ากลีบคู่นอกเล็กน้อยโคนปาก แคบ หูปากทั้งสองข้างแบน และโค้งขึ้นปลายแผ่นปากกว้างส่วนโคนปากมีเขี้ยวสั้นๆข้างละอัน ด้านบน มีติ่งสีเหลืองสองติ่งและมีจุดเล็กๆขึ้นประปราย ที่เขี้ยวทั้งสองข้างมี ขนอ่อนๆ กลีบดอกสีม่วง หูปากทั้งสองข้างมีสีม่วงเข้ม ปุ่มกลางแผ่นปากมี สีเหลือง เนื่องจาก พันธุ์นี้มีความหลากหลายของสีต่างๆมากจึงได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสายพันธุ์ย่อย ต่างๆหลายสายพันธุ์ก็คือ
1 . กลุ่มที่ดอกสีม่วงสด
1.1 var. aureicallus ปุ่มกลางปากทั้งสองปุ่มมีสีม่วงสด หูปากทั้งสองข้าง สีม่วงเหลือบด้วยสีเหลือง
1.2 var. moluccana เป็นพันธุ์ที่มีต้นใหญ่กว่าพันธุ์ธรรมดา ปุ่มที่ปากสีเหลืองเข้ม
2 . กลุ่มที่มีดอกสีขาว
2.1 var. penangwhite หรือเรียกว่าขาวปีนัง ดอกสีขาวบริสุทธิ์ หูปากและปุ่มที่ปากทั้งสองข้าง มีสีเหลืองเข้ม
2.2 var. alba ลักษณะดอกคล้ายกับพันธุ์ธรรมดา แต่ดอกมีสีขาว หูปากทั้งสองข้างสีเหลืองอ่อน ปุ่มที่โคนปาก สีเหลือง
2.3 var. pallidissima แผ่นปากมีสีเหลืองเจือสีม่วงอ่อนๆจน เกือบมองไม่เห็น ปุ่มที่ปากสีเหลือง เข้ม หูปากทั้ง สองข้าง สีเหลืองจางมาก กลีบดอกกลีบในปลายเรียวแหลม
3. กลุ่มสีม่วงอ่อนหรือสีชมพู
3.1 var. vieillardii เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นใหญ่โตมาก ช่อดอกยาว กลีบดอกสีม่วงชมพูจางๆ หูปากทั้งสองข้างสีส้ม ปนน้ำตาล ปุ่มปากทั้งสองข้างสีเหลืองสดมีประจุดเล็กๆสีส้มเข้มแผ่นปากหักงอชัดเจน และปลายปากสีส้ม เข้มเท่ากลีบดอก
3.2 var.purpureolobus ทรงต้นใหญ่โตเหมือนพันธุ์แรกแต่กลีบดอกสีม่วงเข้มกว่า หูปากสีม่วงเข้มปุ่มที่ปากสี เหลืองจาง ปลายแผ่นปากสีม่วง ชมพูเข้ม
3.3 var. pallidilobus ทรงต้นพอๆกับพันธุ์ธรรมดา กลีบนอกกว้างกว่ากลีบคู่ในหูปากทั้งสองข้าง มีสีม่วงชมพู มี แต้มสีเหลืองอ่อน ปุ่มที่ปากสีเหลืองจาง
๏ Spathoglottis lobii ( เหลืองพิสมร ) เป็นกล้วยไม้พื้นเมืองของไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ดอกมีสีเหลืองก้านช่อดอกยาวประมาณ๓๐-๕๐ ซม. ปากมีสี เหลืองโคนปากมีสีเหลืองอมส้มดูเด่นชัด ทิ้งใบในฤดูแล้ง
๏ Spathoglosttis pubescens ( ขาวพิสมร ) พันธุ์นี้พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดอกสีขาวกลีบคู่ในมีลักษณะใหญ่กว่ากลีบคู่นอก โคนปากมีปุ่มสีเหลืองเข้ม ปลายปากเว้าเล็กน้อย ทิ้งใบในช่วงฤดูแล้ง
๏ Spathoglottis kimballiana ( เหลืองฟิลิปปินส์ ) ดอกมีขนาดใหญ่สีเหลืองมีถิ่นกำเนิดในแถบบอร์เนียวก้านช่อดอกมีขนาดเล็ก ก้านช่อโค้ง ใบของหน่อที่แตกใหม่สีเขียว อมม่วง ใบแคบและยาวหัวมีขนาดเล็ก
๏ Spathoglottis parsonii ดอกขนาดใหญ่ กลีบนอกสีเหลืออ่อน ปลายกลีบประสีม่วง กลีบคู่ในมีสีม่วงปลายกลีบมีแต้มสีขาวเป็นวง ปากสีม่วงโคนปากสีเหลือง เมื่อดอกตูมมีสีอมม่วง
๏ Spathoglottis vanoverberghii ดอกสีเหลืองมีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ กลีบคู่ในกว้างกว่ากลีบคู่นอกมากดอกมีขนาดเล็ก มักทิ้งใบในฤดูแล้ง

        ลักษณะนิสัยของกล้วยไม้ดินสกุล Spathoglottis
1)สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีแสงตลอดวันไปจนถึงร่มแต่จะดีที่สุดเมื่อมีการพรางแสง๓๐-๗๐ %
2)อุณภูมิที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง ๑๕-๒๕ องศาเซลเซียส ถ้าอุณภูมิต่ำมากจะทิ้งใบและพักตัว
3)ชอบวัสดุปลูกระบายน้ำได้ดี เก็บความชื้นได้พอสมควร มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์
4)ชอบที่โปร่งอากาศถ่ายเทและไม่มีลมโกรกมากนัก
5)ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยละลายช้าเหมาะสมที่สุด การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มาก จะทำให้ใบไหม้และลำต้นเน่าได

๏ วัสดุปลูก
วัสดุปลูกของกล้วยไม้สกุลนี้ สามารถผสมใช้ได้หลายอย่าง ไม่มีสูตรตายตัวแต่ควรมีหลักคำนึง ดังนี้
1) มีความโปร่ง เพื่อให้ระบายน้ำได้ดี และอากาศถ่ายเทสะดวก
2) ปราศจากโรคและแมลง
3) หาง่ายราคาถูกมีมากในท้องถิ่น
4) ไม่เป็นพิษกับต้นไม้
5) มีแร่ธาตุอาหารตามสมควร
6) ควรเป็นวัสดุเก่า ผ่านการย่อยสลายมาบ้างแล้ว
สำรับวัสดุที่จะนำมาผสมเป็นเครื่องปลูกนั้นมีหลายชนิด เช่น กาบมะพร้าวสับ,ใบก้ามปู, ใบสน,เปลือกถั่วลิสง, แกลบ, ถ่าน, อิฐ, ขี้เถ้าแกลบ, ดิน, ทรายหยาบ, ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยคอก ฯลฯ

๏ การผสมวัสดุปลูก สามารถ ผสมได้หลายสูตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง เช่น สภาพโรงเรือน ภาพดินฟ้าอากาศ การดูแลรักษา หากว่าปลูกในโรงเรือนมีการพรางแสง มีหลังคาพลาสติก มีโต๊ะ สำรับตั้งกระถางควรใช้วัสดุปลูกที่เบา (ไม่ใช้ดิน) ทั้งนี้พอจะยกตัวอย่าง สูตรผสมวัสดุปลูก ดังนี้
สูตรที่ ๑ : : ดินร่วน / กาบมะพร้าวสับ/ แกลบดิบ อัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑
สูตรที่ ๒ : : ดินร่วน / แกลบดิบ / ปุ๋ยคอก/ เปลือกถั่ว อัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑
สูตรที่ ๓ : : ใบก้ามปู /ปุ๋ยคอก / เปลือกถั่ว / กาบมะพร้าวสับ อัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑
สูตรที่ ๔ : : ถ่าน/ เปลือกถั่ว / แกลบดิบ /ปุ๋ยหมัก อัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑
สูตรที่ ๕ : : กาบมะพร้าว / ใบสน / ใบก้ามปู / แกลบ / เปลือกถั่ว อัตราส่วน ๒ : ๑ : ๑ : ๑ : ๒

การขยายพันธุ์
การขยายพันธ์โดยการแยกหน่อเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุดช่วงเวลาที่ เหมาะสม ก็คือ ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน สำรบช่วงฤดูหนาวไม่นิยมทำกันเพราะกล้วยไม้จะทิ้งใบ มีโอกาสตายสูงมาก เนื่องจากกำลังพักตัววิธีการแยกหน่อ
เริ่มจากการนำกล้วยไม้ออกกระถาง เขย่าเบาๆ ให้วัสดุปลูกร่วงหล่นให้มากที่สุด จากนั้นให้ พิจารณาดูลักษณะการแตกหน่อ ของแต่ละลำ ใช้มีดหรือกรรไกร ตัดแยกโดยให้มีหน่อใหม่และลำเก่าติดมาด้วย ๑-๒ ลำจะทำให้ต้นที่แยกออกมาเจริญเติบโตและตั้งตัวได้เร็วขึ้น นำหน่อที่แยกไว้มาลงปลูกให้วัสดุปลูกที่เตรียมไว้เสร็จแล้วรดน้ำ ผสมฮอร์โมน เร่งรากแล้วรดตามด้วยยาฆ่าเชื้อรา
การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
กล้วยไม้ดินนี้เป็นดอกสมบูรณ์เพศคือมีเกสรตัวและเกสรตัวเมียในดอกเดียวกันใน ธรรมชาติการผสมเกสรเกิดขึ้นจากแมลง การผสมเกสรอาจเป็นการผสมตัวเอง หรือข้ามพันธุ์ก็ได้ หลังการผสมพันธุ์ ดอกจะพัฒนาเป็นฝัก อายุของฝักไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และการดูแลรักษา และชนิดพันธุ์ โดยเฉลี่ยอายุฝักจะอยู่ที่ ๓๐-๖๐ วัน เมื่อฝักแก่ตัวฝักจะแตกออก ภายในจะมีเมล็ดเป็นผงขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก วิธีการเพาะที่ง่ายที่สุดคือ การโรยเมล็ดลง ในกระถางต้นแม่พันธุ์ แต่การเหลือรอดมีน้อย อีกวิธีหนึ่งคือการเพาะลงบนอาหารวุ้นในห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือที่ทัน สมัย สะดวกที่สุดคือการตัดฝักส่งให้หน่วยงานที่มีห้องปฏิบัติการรับจ้างเพาะโดย ทั่วไปจะใช้เวลาในการเพาะจนเป็นต้นกล้าในขวดวุ้นประมาณ ๗-๑๐ เดือน ก็สามารถนำกล้วยไม้ขวดออกอนุบาลได้

วิธีการนำต้นกล้วยไม้ออกจากขวดและการปลูก
กล้วยไม้ที่พร้อมออกจากขวด มีข้อสังเกตุได้คือมีใบจริง๒-๔ใบ ปลายใบชนขวดราก เจริญเต็มที่ อาหารในขวดหมดแล้ว
วิธีการมีดังนี้
1) ใช้กะละมังใส่น้ำไว้ประมาณ ครึ่งนึงของความสูงจากขอบ
2) ใช้ของแข็งทุบตรงก้นขวดให้แตกออก
3) เทต้นกล้ากล้วยไม้ลงในตระกร้าพลาสติก( ขนาดเล็กกว่าภาชนะใส่น้ำ)
4) นำตระกร้าไปแช่น้ำในกะละมัง เขย่าเบาๆหรือ หรืออาจใช้น้ำฉีดเบาๆก็ได้ เพื่อล้างวุ้นออกให้หมด
5) นำกล้ากล้วยไม้ที่ล้างวุ้นสะอาดแล้วมาแช่น้ำยาป้องกันเชื้อรา
6) ผึ่งกล้ากล้วยไม้ในที่ร่มพอหมาดๆ
7) ปลูกกล้ากล้วยไม้ในถาดหลุมสำรับเพาะกล้ามีทั้งที่เป็นพลาสติกและโฟม
8) นำกาบมะพร้าวสับที่แช่น้ำไว้จนหมดรสฝาดแล้ว เป็นวัสดุปลูกต้นกล้ากล้วยไม้โดยปลูกหลุมละ๑ ต้น
9) นำต้นกล้าไปไว้ในโรงที่พรางแสง๖๐-๘๐ %
10) ใช้น้ำผสมวิตามินบี๑ รดน้ำทุกวันในอาทิตย์แรก
11) รดน้ำถี่ในช่วงอาทิตย์แรก อาทิตย์ถัดไปรดน้ำ ๒ วันต่อครั้ง
12 ) หลังจากย้ายปลูก ๑๕-๒๐ วันเริ่มให้ปุ๋ยฉีดพ่นแบบเจือจาง
13) หลังจากที่ดูแลอยู่ในถาดหลุมประมาณ๒-๓เดือน ต้นกล้าจะโตพอที่จะแยกลงปลูก ในกระถาง๖ นิ้ว หรือ ๘ นิ้ว
14) เมื่อย้ายปลูกในกระถางปล่อยให้ตั้งตัว๑๐-๑๕ วัน จึงใส่ปุ๋ยละลายช้า สูตร ๑๔-๑๔-๑๔ หรือสูตรเสมออื่นๆ กระถางละ ๑ ช้อนชา
15) รวมระยะเวลาที่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นอนุบาลต้นอ่อนจากขวด จนเริ่มออกดอกแรก ใช้เวลาประมาณ ๗-๑๐ เดือน

การดูแลรักษา
     การให้น้ำ ควรใช้น้ำสะอาด ระยะเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำก็คือเช้าและเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดินทั้งนี้ ก็เพราะว่าจะทำให้ต้นกล้วยไม้แห้งก่อนมืด พื่อลดปัญหาโรค ลำต้นเน่าได้ ควรใช้บัวรดน้ำที่มีฝอยละเอียด เพื่อป้องกันมิให้ใบเสียหาย ในช่วงฤดูร้อนควรฉีดพ่นน้ำที่พื้นโรงเรือน เพื่อ เพิ่มความชื้นและช่วยลดอุณภูมิในโรงเรือนสำรับช่วงฤดูฝนให้สังเกตุวัสดุปลูก ว่า ยังมีความชื้นอยู่หรือไม่ ในช่วงฝนตกมากอาจไม่จำเป็น ต้องรดน้ำเลยก็ได้
     การกำจัดวัชพืช สำรับวัสดุปลูกที่ใช้ดินจะมีปัญหามาก กับเรื่องวัชพืชที่อาจติดมา กับปุ๋ยคอก กำจัดโดยใช้มือถอน การใช้แกลบดิบ เปลือกถั่ว หรือ มะพร้าวสับคลุมดิน จะช่วยลด ปัญหานี้ได้
     การจัดวางกระถาง ในฤดูฝนความชื้นในอากาศสูง ควร ตั้งกระถางให้ห่างกันเป็นการลดการสะสมความชื้นป้องกันการเกิดโรคเน่าได้ กล้วยไม้ดิน ชอบความชื้นแต่ไม่แฉะ ควรทำชั้นวางโดยยกให้สูงจากพื้น๓๐-๕๐ ซม. ชั้นวางอาจทำจากไม้ไผ่ตีเป็นซี่ๆ หรือ ตระแกรง เหล็กก็ได้เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดีบริเวณก้นกระถาง

การใส่ปุ๋ย
• ไม่ควรใช้ปุ๋ยกับกล้วยไม้ที่แยกหน่อใหม่ๆหรือเพิ่งออกจากขวด
• การใช้ปุ๋ยเกร็ดละลาย น้ำฉีดพ่นควรใช้ในอัตราส่วนที่เจือจาง
• การให้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สามารถกระทำได้หลังจากย้ายปลูกจนกล้วยไม้ตั้งตัวดีแล้ว
• เมื่อต้นไม้สมบูรณ์พร้อมที่จะออกดอก สามารถใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าสูตรเร่งดอก เช่น สูตร ๑๓-๒๖-๗
• ควรงดปุ๋ยวิทยาศาสตร์ชนิดเม็ดทุกชนิดเช่น ยูเรีย เพื่อ ป้องกันกล้วยไม้ดินเน่าที่โคนได้
• การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ทุกๆ๒-๓ เดือน กระถางละ๑-๒ ช้อนจะทำให้กล้วยไม้โตเร็ว

โรค และแมลง
- โรคเน่า เกิดจากเชื้อรา โรคนี้พบว่าพบระบาดมากในช่วงที่ฝนตกชุก ความชื้นในอากาศมีสูง เครื่องปลูกระบายน้ำได้ไม่ดี โรงเรือนไม่มีอากาศถ่ายเท มีการใช้ปุ๋ยที่ไนโตรเจนสูงติดต่อกันเวลานาน การป้องกันกำจัด
1) แยกต้นที่เป็นโรคออกมาทำลายทิ้งเสีย
2) ใช้วัสดุปลูกที่สะอาดและระบายน้ำได้ดี
3) ทำชั้นวางเพื่อให้ลมโกรกและอากาศถ่ายเทพื้นก้นกระถาง
4) หากเป็นไปได้ควรทำโรงเรือนหลังคาพลาสติก
5) ใช้ยาเทอราคลอ ผสมน้ำรดโคนต้น
6) การโรยปูนโดโลไรท์ ที่โคนต้นช่วยป้องกันได้
7) งดการให้น้ำชั่วคราว

- โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อราใบจะเป็นแผลกลมๆ สีน้ำตาล แผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้นๆ สามารถทำลายดอกได้ด้วย การป้องกันกำจัด
1) ตัดใบและช่อดอกทำลายเสีย
2) ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราเช่น แบนเลท, ออร์โธไซด์ ไดเทนเอ็ม ทุกๆ ๕-๗ วัน ถ้าพบว่าโรคระบาด

- เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวสีดำแพร่ระบาดในฤดูร้อน พบการทำลายมากที่ดอกเมื่อเพลี้ยไฟดูดน้ำเลี้ยงจะทำให้ดอกมีสีซีดการป้องกัน กำจัดโดยสารเคมี เช่น พอสซ์ แลนเนท ฯลฯ
- แมลงเต่าทอง ตัวเต็มวัยของเต่าทองจะทำลาย และกัดกินดอกและออกไข่ที่ช่อดอก เมื่อไข่พัฒนาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนมีลักษณะ เหมือนหนอนจะกัดกินทำลายช่อดอก ทำให้เกิดความ เสียหาย การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีเช่น แลนเนท เซฟวิน อโซดริน ฯลฯ

การปรับปรุงพันธุ์
กล้วยไม้สกุลสปาโตกลอสติสนี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอย่างตามลักษณะของแต่ละพันธุ์ เช่น ทำเป็นไม้กระถาง ( Pot plant ) ใช้จัดสวนประดับสถานที่ ( Land scape ) รวมถึงทำเป็นไม้ตัดดอก ( Cut flower ) ก็สามารถทำได้ การปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมตัวใหม่ๆออกมามากมาย ทั้งในสิงค์โปร์ ฮาวาย ฮอลแลนด์ รวมทั้งไทยด้วย จนถึงขณะนี้มีผู้จดทะเบียนลูกผสมกล้วยไม้สกุลสปาโตกลอสติสแล้ว มากกว่า ๖๐ สายพันธุ์ กล้วยไม้ชนิดนี้มีดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ในดอกเดียวกัน สามารถ ผสมตัวเอง และข้ามต้นพันธุ์ หรืออาจผสมข้ามสกุลก็ได้

วิธีการผสมพันธุ์กล้วยไม้ดิน
จากประสบการณ์ ควรจะใช้ช่วงเวลาในตอนเช้า ที่แสงแดดยังไม่จัด ช่วงเวลาประมาณ ๗.๐๐-๙.๐๐ นาฬิกา เลือกดอกที่บานได้๒-๓ วันจากต้นที่มีความสมบูรณ์ และควรเป็นดอกที่อยู่โคนช่อ เพราะดอกที่อยู่ปลายช่อมักจะให้ฝักขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ เมื่อดอกที่จะใช้ เป็นแม่พันธ์ ได้แล้วให้เด็ดกลีบปากออก แล้วเขี่ยเกสรตัวผู้ในดอกออกทิ้ง จากนั้นเลือกนำเกสรที่จะใช้ เป็นพ่อพันธุ์ จากอีกดอกหนึ่งโดยพิจารณาจากสี ฟอร์มดอกฯลฯ เขี่ยเกสรตัวผู้จากดอกที่ต้องการ นำไป ติดไว้ที่แอ่งเกสรตัวเมีย เมื่อตรวจสอบดูแลความเรียบร้อย ทำการติดป้ายชื่อระบุชื่อพ่อ และแม่พันธุ์วันที่ทำการผสม ควรผสมครั้งละ๒-๓ ดอกต่อช่อ เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่นมีแมลงมากัดทำลายหรือฝักแตก อายุการถือฝักจะแตกต่างกันไป เช่นฤดูร้อนฝักจะมีอายุสั้น ฤดูหนาวฝักจะมีอายุนานกว่า ฤดูร้อนเล็กน้อย อายุฝักโดยเฉลี่ยประมาณ ๑ เดือน หรือ ๒ เดือนในบางชนิด ปํยหาที่พบเกี่ยวกับอายุฝักกล้วยไม้ชนิดนี้คือฝักจะแก่และแตกเร็วมาก

เทคนิคการยืดอายุฝัก (ทำให้ฝักแตกช้าลง)
1) งดใส่ปุ๋ย
2) ผสมกล้วยไม้ในช่วงฤดูหนาว
3) เพิ่มความชื้นให้กับฝัก โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดเล็กหุ้มฝักไว้
4) อาจใช้ตู้อบเพิ่มความชื้น เช่นเดียวกับการปลูกบอนสี(ควรระวังเรื่องโรคด้วย)
5) ย้ายต้นมาไว้ในที่ร่มให้ถูกแสงแดดน้อยที่สุด

ในประเทศไทยได้มีการผสมข้ามชนิดของกล้วยไม้สกุลนี้มาช้านานแล้วทำให้เกิดต้นลูกผสมหลากสีสรรที่ส่วนใหญ่มักไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานกล่าวคือไม่สามารถบอกได้ว่าลูกผสมต้นใดเกิดจากพ่อแม่ต้นใด ทำให้เกิดปัญหา ในการเรียกชื่อสายพันธุ์

ธาโปบาเนียร์ สปาธูลา



                               

                                                          ธาโปบาเนียร์ สปาธูลา


แวนดา สปาธูลาตา ( Vanda Spathulata ) หรือ ( Taprobanea spathulata ) สปาธูลาตา แต่เดิมได้รับให้จัดอยู่ในสกุลของ แวนดา (Vanda) ต่อมาได้มีการจัดกลุ่มใหม่ สปาธูลาตา จึงถูกย้าย ให้ไปอยู่ในสกุลของ ( Taprobanea ) จึงกลายเป็นชื่อ Taprobanea spathulata ครับ 
      เมื่อปี พ.ศ. 2517 ได้มีการบันทึกเกี่ยวกับ สปาธูลาตา โดย อ. ระพี สาคริก ท่านได้กล่าวเรื่องราวของ สปาธูลาตา ไว้ว่า กล้วยไม้ชนิดนี้พบที่ประเทศ อินเดีย และ ศรีลังกา (ซีลอน) ครับ นอกจากนี้ ยังมีข้อความจาก อ.ระพี สาคริก ใน คอลัมป์ หอมกลิ่นกล้วยไม้ ของ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก โดยเนื้อหามีดังนี้
     " แวนดา สแปธูลาต้า (Vanda spathulata) เป็นแวนดาใบแบนที่มีรูปทรงต้นแปลกกว่าแวนดาใบแบนชนิดอื่น มีทรง ต้นคล้ายกล้วยไม้สกุล อะแรคนิส (Arachnis) และ เรแนนเธอร่า (Renanthera) ซึ่งมีทรงต้นสูงโปร่ง ช่วงระยะระหว่าง ใบต่อใบห่าง ปล้องยาว ใบสั้นกว่าแวนดาใบแบนอื่น และอาจมีประจุดสีม่วงประปรายตามริมและพื้นใบ พบตามธรรมชาติเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ในลักษณะภูมิประเทศโปร่ง มีแสงแดดมาก ช่อดอกยาว 20-40 ซม. แข็งและ ตั้ง มีดอกหลายดอก ออกจากส่วนที่ค่อนไปทางด้านปลายช่อ แม้ว่าจะมีดอกหลายดอก แต่ก็บานครั้งละ 1-3 ดอก โดยไล่จากดอกล่างๆ ขึ้นไปหาปลายยอดของช่อดอก มีขนาดโตประมาณ 3 ซม. สีเหลืองสะอาด เนื้อกลีบและสี ละเอียด 
 ต้นพันธุ์สปาธูลาตาต้นเก่าแก่ที่สวนชิเนนทร มีขนาดกอใหญ่และให้ดอกทุกปี เลี้ยงแสงแดดจัดถึง ๑๐๐%
ลักษณะทั่วๆ ไปของดอก แผ่นและบานผึ่งผาย ปลายกลีบดอกมีลักษณะมนสวยงาม หูปากทั้งสองข้างมีขนาดเล็ก สีเหลือง มีแต้มสีน้ำตาลอมแดง โคนปากเป็นกรวยแคบลงไปจรดเดือยดอก เป็นแวนดาที่มีดอกงามเด่น " ปัจจุบัน สปาธูลาตา ในธรรมชาติลดน้อยลงจนน่าตกใจ ในประเทศไทยเราไม่มีการค้นพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้อีก ในขณะ ที่ประเทศอินเดียเริ่มให้ความสำคัญกับ สปาธูลาตา ถึงขนาดให้เป็นพันธุ์ไม้เฝ้าระวังโดยมีการควบคุมอย่างเข้มงวด 

ฤดูกาลให้ดอกของ สปาธูลาตา สปาธูลาตา มักให้ดอกในช่วงท้ายปี ไปจนถึง ต้นปี ซึ่งจะอยู่ราว ๆ ธันวาคม - กุมภาพันธ์
การปลูกเลี้ยง สปาธูลาตา
สำหรับผมแล้ว หลังจากได้รู้จักกับเจ้า สปาธูลาตา ที่สวนของคุณชิเนนทร ทำให้ผมรู้สึกว่า สปาธูลาตา ไม่ได้เป็นกล้วยไม้ที่เลี้ยงยากอย่างที่คิด สปาธูลาตา มีนิสัยที่ชอบแสงแดดมาก ๆ ที่สวนชิเนนทร ปลูกเลี้ยงโดยได้รับแสงแดดเต็มที่ 100% ตลอดวัน สปาธูลาตา สามารถเติบโตชูก้านแตกใบสวยงาม เมื่อลองนำ สปาธูลาตา ไปเลี้ยงในร่ม กลับพบว่าใบและต้นอวบสวยขึ้นแต่ทว่า สปาธูลาตา กลับ ไม่ยอมให้ดอก อาจเป็นเพราะว่า สปาธูลาตา เป็นกล้วยไม้ที่ชอบแสงจัดก็เป็นได้การนำไปเลี้ยงในร่มจึงทำให้สปาธูลาตาไม่สามารถเก็บกักตุนอาหารไม่เพียงพอ ในธรรมชาติเช่นก็เช่นเดียวกัน ในตำรา กล้วยไม้ต่างแดนหลายเล่มบันทึกไว้ว่าพบสปาธูลาตาในบริเวณโล่งแจ้ง เติบโตได้ดีในเขตร้อน

Tip : สปาธูลาตา เป็นกล้วยไม้ที่มีลักษณะลำคล้ายเถาวัลย์หากหั่นลำเป็นท่อนจะสามารถแบ่งจำนวนได้โดยง่ายดาย



ตอติเล Dendrobium tortile





                                                              ตอติเล Dendrobium tortile

     ลองมาเอ่ยถึงเอื้องสายที่ให้ดอกหน้าตาแปลกๆแล้วละก็ คงต้องยกให้เจ้า ตอติเล กันละครับ ด้วยลักษณะของกลีบดอกที่เล็กเรียวแหลมที่บิดริ้วจนแทบจะคล้ายคลึงกับริบบิ้นที่ใช้ผูกห่อของขวัญ ประกอบกับปากดอกอันม้วนกลมเหมือนขนมเมล่อนที่แสนจะพิลึกพิลั่น ตอติเล จึงเป็นกล้วยไม้ติดอันดับโหวตเอื้องสายแปลกของพวกเราชาวออร์คิดทรอปิคอลครับ
     ตอติเล จัดเป็นกล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) ชื่อวิทยาศาสตร์ของ ตอติเล คือ Dendrobium tortile (เดน-โดร-เบียม-ตอ-ติ-เล) และยังมีอีกชื่อที่ถูกตั้งโดยคนไทยเราเองนี่แหละครับว่า Twisted Dendrobium ซึ่งความหมายออกมาก็คงจะราว ๆ ว่า หวายบิด ครับ ตอติเล เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เติบโตบนคาคบไม้สูงซึ่งหาได้ในป่าดิบในบ้านเราครับ นอกจากนี้ ตอติเล ยังมีสายพันธุ์กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเซียของเราตั้งแต่ อินเดีย บังกลาเทศ เกาะอันดามัน มาเลเซีย พม่า ไทย ลาว และ เวียดนาม เติบโตบนพื้นที่ความสูง ๑,๒๒๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ก็กลับพบว่า ตอติเล นั้นสามารถเลี้ยงในที่ที่มีอากาศร้อนได้แม้จะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง ๑๕๐ เมตร นับได้ว่า ตอติเล เป็นกล้วยไม้ที่สามารถปรับตัวได้เก่งจริง ๆ ครับ

ในบ้านเรา ตอติเล ถูกเรียกในอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น เอื้องไม้ตึง เอื้องตีนนก และ เก๊ากิ่วแม่สะเรียง ซึ่งชื่อเรียกในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างออกไปนี้อาจจะมีที่มามาจากรูปลักษณ์ของดอก หรือสถานที่ที่พบ ตอติเล ก็เป็นได้ครับ
     ลักษณะทั่วไปของ ตอติเล เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย มีลำลูกกล้วยสูงประมาณ ๑๐ - ๓๐ เซนติเมตร โคนเรียวคอด แตกหน่อเจริญเติบโตทางด้านข้าง ใบออกเรียงสลับตามข้อต้น ออกดอกตามข้อใกล้ปลายยอด โดยตาดอกหนึ่งดอกจะให้ดอก ๒ - ๓ ดอก กลีบดอกเป็นสีม่วงอมชมพู โดยมีกลีบปากห่อคล้ายปากแตร มีลักษณะเป็นสีขาวนวลและมีเส้นสีม่วงขีดเป็นลายอยู่ ดอกกว้าง ๖ - ๗ เซนติเมตร ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายนของทุกปี ดอกของ ตอติเล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

วิธีการปลูกเลี้ยงเอื้องสาย ตอติเล
     ปกติแล้ว ตอติเล นิยมปลูกในกระเช้าไม้ หรือ กระเช้าพลาสติก ๔ นิ้ว ครับ บางครั้งเราก็นำปลูกติดกับขอนไม้ซึ่งจะทำให้ดู ตอติเล ยามให้ดอกเป็นธรรมชาติที่สุดครับ
๑. ในการปลูก ตอติเล ให้เราเตรียมภาชนะในการปลูก เช่น กระเช้าไม้ กระเช้าพลาสติก หรือ ขอนไม้ ให้พร้อม
๒. นำกาบมะพร้าวที่ผ่านการแช่น้ำไว้แล้วอย่างน้อย ๒-๓ คืน มาเตรียมไว้ครับ ต้องแช่น้ำก่อนนะครับ ถ้าไม่แช่ ยางเลนินในพร้าวจะทำให้ ตอติเล ที่เราจะปลูกรากไม่ยอมเดินไปนานเลยครับ
๓. ถ่าน ให้ตัดเป็นก้อนเล็ก ๆ เหมือนกับรูปร่างของลูกเต๋า เอาให้ใหญ่กว่าขนาดรูของกระเช้านะครับ ถ้าเล็กกว่าจะหลุดออกรูหมด อย่าใช้ถ่านก้อนใหญ่หรือลักษณะไม่เป็นทรงนะครับ เหตุผลคือ มันไม่เป็นระเบียบ ปลูกแล้วดูรกครับ
๔. นำถ่านที่ทำเป็นก้อนเล็ก ๆ วางรองพื้นกระเช้าพลาสติก หรือ กระเช้าไม้ให้เป็นระเบียบสวยงาม
๕. นำกาบมะพร้าววางเรียงตัวกันให้สวยงามครับ เอาให้พื้นขนานเท่ากันเลยครับ อย่าใส่จนล้นกระเช้านะครับ เอาให้ถึงคอกระเช้าพอสวยงามพอ
๖. ให้เรานำ ตอติเล ของเราวางลงบนกาบมะพร้าว รากมันจะวางบนพอดีเลย ซึ่งตรงนี้หลายคนคงคิดว่ามันจะต้องหล่นแน่ ๆ ให้เราหาเชือกมามัดกิ่งก้าน ตอติเล ไว้ครับ มันจะเหมือนกับ ตอติเล นั่งอยู่บนกาบมะพร้าวพอดี
****เหตุผลที่เราไม่ฝังราก ตอติเล ลงกาบมะพร้าวเพราะว่า ถ้าฝังรากแล้วละก็ ตอติเล จะเน่าได้ง่ายครับ ปกติกล้วยไม้จะมีรากเกาะบนเปลือกไม้อยู่แล้วไม่ใช่ฝังโคนลงบนเปลือกไม้ครับ****
๗. หาที่ร่มรำไร รดน้ำเพียงเวลาเดียวคือ เช้า หรือ เย็น อย่ารดสาย เพราะจะทำให้ใบเน่าโคนเน่าได้ครับ
๘. สำหรับท่านที่นำติดขอนไม้ ให้นำกาบมะพร้าวรองนาบระหว่างขอนไม้กับรากของ ตอติเล แล้วมัดด้วยเชือกหรือฟิวให้แน่น อย่าให้ขยับหลวมได้ครับ แล้วนำแขวนไว้ในที่ร่มรำไร รอเวลาให้รากเดิน

วิธีดูแลให้ ตอติเล ออกดอกงามทุกปี
๑. ผู้เลี้ยงต้องหมั่นรดน้ำ ตอติเล ทุกวันในช่วงที่ฝนไม่ตก เพื่อให้ต้นแข็งแรงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์
๒. ถ้าเป็นไปได้ให้ใส่ปุ๋ยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง โดยปกติทางสวนเราจะใช้สูตรเสมอเช่น ๒๑-๒๑-๒๑ ครับ
๓. ดูแลแบบนี้ไปทุกวันจนกระทั่ง ตอติเล เริ่มแทงดอกผลิบาน เห็นดอกแล้วก็สุขใจคุ้มค่าที่เราดูแลครับ

เออเอนเธ่ แซนเดอเรียน่า ( Euanthe sanderiana )

                                            เออเอนเธ่ แซนเดอเรียน่า ( Euanthe sanderiana )




เออเอนเธ่ (แวนด้า) แซนเดอเรียน่า
ชื่อวิทย์ศาสตร์ : Euanthe sanderiana. (Reichenbach .f )Schlechter
ชื่อพ้อง Syn.: Vanda sanderiana Rchb . f 
                   : Esmeralda sanderiana Reichb .f 

     แซนเดอเรียน่า เป็นกล้วยไม้ พันธุ์แท้ที่สวยงามที่สุดชนิดหนึ่ง ของประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีชื่อท้องถิ่นเรียกว่า วาล์ลิง-วาล์ลิง(Waling-Waling) กล้วยไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็น แวนดาใบแบน มีต้นขนาดใหญ่ ดอกใหญ่ กลม หนา สีสรรสวยงาม กล้วยไม้พื้นเมืองของประเทศฟิลิปปินส์ชนิดนี้ ได้ถูกนำมาใช้ผสมและพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ สกุลแวนดามากที่สุด ชนิดหนึ่งของโลก
     ศาสตราจารย์ เฮนริช จีริชเช่นบาส (Prof. Henrich G. Reichenbach)ได้ตั้งชื่อกล้วยไม้ชนิดนี้ ในวารสารพฤกษศาสตร์ชื่อ การ์เดนเนอร์ โครนิเคิล ในปี พ ศ. ๒๔๒๕ เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย เฮนรี เอฟ เซนเดอร์ (Henry F. Sander) นักพฤกษศาสตร์และนักกล้วยไม้ที่มีชื่อเสียงแห่งย่าน เซนต์อัลบัล ประเทศอังกฤษ ต่อมา ในปี พ. ศ.๒๔๕๗ ดร.รูด็อฟ เชล็กเตอร์ (Dr.Roif Schlechter) ได้ตั้งชื่อสกุลใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้กับ กล้วยไม้แซนเดอเรียน่า คือชื่อสกุล เออเอนเธ่ (Euanthe) ซึ่งได้ประกาศตีพิมพ์ลงในวารสารกล้วยไม้เยอรมัน ชื่อ Die Orhideen และได้ย้ายกล้วยไม้แซนเดอเรียน่า จากสกุลแวนดา ไปยัง สกุลใหม่นี้เนื่องด้วย ลักษณะของกลีบปาก ซึ่งไม่มีเดือย ซึ่งสามารถแยกออก จากกล้วยไม้สกุลแวนดาได้อย่างเด่นชัด


     แซนเดอเรียน่า เป็น กล้วยไม้ รูปทรงแบบแวนดา มีความสูงของต้นได้ถึงหนึ่งเมตร ลำต้นตั้งตรง มีการเจริญเติบโตทางยอด ใบออกสลับซ้ายขวาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบแบนยาวประมาณ ๔o ซม. กว้าง ๓ ซม .ที่ปลายใบเป็นรอยหยักแหว่งคล้ายรอยโดนแมลงกัด ก้านดอกตั้งตรง มีจำนวนดอกได้มากถึงสิบดอก ในต้นที่สมบูรณ์ แต่ละดอกรูปทรงกลม มีขนาดส้นผ่านศูนย์กลางของทั้งดอกกว้างประมาณ ๑o ซม. กลีบดอกนอกบนและกลีบดอกด้านในสองกลีบ มีขนาดยาวประมาณ๗ ซม .กว้าง ๕.๕ ซม. มีสีชมพูอ่อน และมีแต้มจุดกระสีน้ำตาล อยู่ช่วงกึ่งกลางดอก กลีบนอกด้านล่าง สองกลีบ มีขนาด กว้าง ๖.๕ซม .ยาว ประมาณ ๗ ซม . กลีบล่างมีสีน้ำตาลอมแดง มีลายเส้นในพื้นดอก ส่วนกลีบปากมีสีม่วงอมน้ำตาลเข้ม มีสันนูน๓สันที่กลางกลีบปาก มีขนาด กว้างประมาณ๑.๗๕ ซม. ยาวประมาณ ๒.๕ ซม . ใต้ส่วนกลีบปากไม่มีเดือยอันเป็นจุดที่ใช้แยกกล้วยไม้สกุลนี้ออกจากแวนดา จุดนี้สามารถใช้สังเกต กล้วยไม้แซนเดอเรียน่า พันธุ์แท้เพื่อแยกออกจากแวนดา ลูกผสมที่มีสายเลือดของ
กล้วยไม้แซนเดอเรียน่าได้อีกด้วย

     แซนเดอเรียน่า เป็น กล้วยไม้ หายากเฉพาะถิ่นของประเทศ ฟิลิปปินส์ พบบนคาคบไม้ในป่าระดับความสูงปรกติถึง๕oo เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยพบมากในเกาะมินดาเนา ในบริเวณที่เรียกว่า โคโตบาโตเหนือ โคโตบาโตใต้ ดาเวาเหนือ ดาเวาใต้ ซัมโบอังกาเหนือ และซัมโบอังกาใต้ (North and South Cotoba, Davao del Notre, Davao del Sur, Zamboanga del Notre, Zamboanga del Sur.)

     เนื่องด้วยความงดงามของ กล้วยไม้ ชนิดนี้ ซึ่งได้รับการยกย่อง ให้เป็นราชินีแห่งกล้วยไม้ฟิลิปปินส์ และได้ถูกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ ของสมาคมกล้วยไม้ฟิลิปปินส์ด้วย ในธรรมชาติจะมีดอกในช่วงเดือน กรกฎาคม - เดือนตุลาคม ดอกบานทนประมาณ๓-๔ สัปดาห์ หรืออาจมากกว่านั้น แม้ว่าจะบานในช่วงฤดูมรสุม ที่มีฝนตกชุกก็ตาม ทุกๆปีในช่วงเวลาดังกล่าว ทางสมาคม กล้วยไม้ฟิลิปปินส์ จึงได้จัดงานประกวด กล้วยไม้ ประจำปีช่วงกลางปี ในราวๆเดือนสิงหาคม พร้อมทั้งมีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ เพื่อให้พร้อมรับ กับการบานของ ดอกกล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า

     ในหนังสือ “กล้วยไม้ของฟิลิปปินส์” ของ จิม คูเตส Jim Cootes (1991) ได้เขียนไว้ว่า ' วงการกล้วยไม้ของโลกได้พัฒนาความก้าวหน้าในการผสมและพัฒนาสายพันธุ์ กล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า ที่หายาก ทั้งแบบปรกติที่มีสีชมพู และแบบต้นเผือก ที่มีสีขาวเขียว ซึ่งพบได้ยากมากในธรรมชาติ โดยความสามารถและ ฝีมือในการพัฒนาสายพันธุ์ ของนัก กล้วยไม้ ชาวฮาวายและชาวไทย' กล้วยไม้ แซนเดอเรียน่า สามารถปลูกได้ แม้ว่าอุณภูมิจะลดต่ำลงถึง ๑๕ องศาเซลเซียส ยิ่งไปกว่านั้น กล้วยไม้ชนิดนี้ ได้ถูกทำการขยายพันธุ์จากห้องแล็ป และเพาะเลี้ยงกันเป็นอย่างมาก จากสวนกล้วยไม้ในมินดาเนา หลังจากที่ กล้วยไม้ชนิดนี้ได้ถูกขึ้นทะเบียน จัดเป็นกล้วยไม้ที่เสี่ยงอยู่ใน ภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์ 

โอโนมานู Dendrobium superbum var.anosmum

                                        โอโนมานู Dendrobium superbum var.anosmum


   
              โอโนมานู จัดได้ว่าเป็นสายหลวงชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ ชื่อของ โอโนมานู ที่เราเรียกกันใน ปัจจุบันนั้นเริ่มต้นมาจากประเทศฮาวายครับ ชื่อของ โอโนมานู นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า Honohono ซึ่งเป็นชื่อเรียกใน ท้องทิ่นของพืชวงศ์ผักปลาบชนิดหนึ่ง และด้วยผักปลาบชนิดนี้มีหน้าตาไปคล้ายคลึงกับ โอโนมานู ขณะยังไม่ทิ้งใบ ชาวฮาวายก็เลยเรียกกล้วยไม้ชนิดนี้เสียเลยว่า Honohono ไม่ก็ Okika honohono ครับ ซึ่งพอกล้วยไม้ชนิดนี้เข้ามา ในเมืองไทยเลยโดนกร่อนเสียงจนกลายเป็นคำว่า โอโนมานู ไม่ก็เรียกสั้น ๆ กันว่า โอโน นั่นเองครับ
     เมื่อเราลองมาสังเกตุดูรูปร่างหน้าตาของ โอโนมานู กับ สายหลวงของไทยและลาวแล้ว เจ้า โอโนมานู คงต้อง แปลกกว่าอย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะดอกของเจ้า โอโนมานู จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย สีสันชมพูชัดกว่า บริเวณปาก โอโนมานู จะมีปากที่ม้วนกลม ปกปิดด้วงตากลมแดงไว้ด้านใน และมีปลายจวักแหลมเล็กน้อยตรงปลาย ปาก ในขณะที่ สายหลวงไทย และสายหลวงลาว ปากจะบานกว้าง
ออกเผยให้เห็นดวงตากลมแดงชัดเจน เว้นแต่สายหลวงใต้บ้านเราที่ปากจะม้วนคล้าย โอโนมานู แต่สีสันและขนาดของดอกกลับด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
     สีสันของเจ้า โอโนมานู หรือ สายหลวงฟิลิปปินส์ นอกจากสีชมพูออกบานเย็นหน่อย ๆ แล้ว เรายังพบสีประหลาด ๆ อีก 2 - 3 สี คือ สีขาวล้วน หรือเผือก สีขาวตาแดง เซมิอัลบา และ เซมิอัลบา แบบ ลายด่าง ซึ่งเป็นของชาวต่างชาติชื่อ Callman Au, Mililani ได้รับรางวัล CCM HOS ถึง 83.2 คะแนน นับได้ว่าเป็น โอโนมานู ที่สวยที่สุดก็ว่าได้ครับ

             ฤดูกาลให้ดอก ของ โอโนมานู จะแตกต่างจากสาย หลวงบ้านเราเล็กน้อย โอโนมานู มักให้ดอกในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม แต่ส่วนใหญ่จะบานกันในช่วง กุมภาพันธ์ เสียมากกว่า โดยก่อนให้ดอก โอโนมานู จะ ทิ้งใบล่อนจ้อน หลังจากให้ดอกแล้ว โอโนมานู ก็จะเริ่ม แทงหน่อใหม่ซึ่งหน่อใหม่นี้จะให้ดอกในปีถัดไป นั่นเอง กลิ่นของ โอโนมานู นั้นหอมหวานมาก แตกต่างจาก สายหลวงบ้านเราเล็กน้อย ส่วนตัวผมคิดว่า โอโนมานู กลิ่นหอมแรงกว่า สายหลวงของแถบบ้านเราครับ ลอง พิสูจน์กันดูนะครับ
            วิธีการปลูก สายหลวง โอโนมานู หรือ สายหลวงฟิลิปปินส์
เนื่องจาก โอโนมานู เป็นกล้วยไม้ที่มาจากแถบฟิลิปปินส์ จึงเป็นกล้วยไม้ที่อยู่บ้านเราได้สบายหายห่วง เลี้ยงกันได้ ตั้งแต่เหนือจรดใต้เลยทีเดียวครับ อ้อ ผมลืมบอกไป สายหลวง โอโนมานู ให้ดอกที่ดกและแน่นกว่าสายหลวงแถบบ้าน เราด้วยนะครับ นอกเรื่องมาเยอะละ มาดูวิธีปลูกกันดีกว่า

       การปลูกสายหลวง โอโนมานู ปลูกได้ 2 วิธี คือจับลำตั้งขึ้น กับ ปล่อยห้อยหัวลง
๏ สำหรับการจับลำตั้งขึ้นนั้น ผู้ปลูกต้องหมั่นคอยใช้เชือก หรือ ฟิวส์ มัดลำต้นให้ตั้งขี้นครับ หากไม่คอยยึดเป็นจุด ๆ ลำ โอโนมานู จะหักได้ การจำลำตั้งขึ้น มีข้อดีคือ เวลายกไปโชว์ดอก จะดูเป็นระเบียบดี แค่นั้นเองครับ แล้วแต่คนชอบ ครับ

๏ ส่วนการปลูกแบบห้อยหัวลง ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เราก็ปลูกในกระเช้าแล้วปล่อยมันเลื้อยเรื่อยเปื่อยไป หรือจะ ปลูกติดขอนไม้ก็สวยดีครับ การปลูกติดกับขอนไม้ ให้นำขอนไม้แช่น้ำแล้วขัดให้สะอาดเพื่อกำจัดไข่ของแมลง หรือตัว อ่อนแมลงซึ่งอาจจะมากัดกินราก โอโนมานู ของเราในภายหลังได้ครับ เมื่อมั่นใจว่าสะอาดดีแล้ว ให้นำ กาบมะพร้าว ที่แช่น้ำไว้แล้ว 1-2 คืน มาวางขั้นกลางระหว่าง ขอนไม้กับ โอโนมานู แล้วจับกล้วยไม้ของเรา มัดกับขอนไม้ให้แน่น กาบมะพร้าวจะคอยเป็นเครื่องปลูกที่ช่วยเพิ่มความชื้นทำให้กล้วยไม้ของเราโตเร็วขึ้นครับ และเมื่อทิ้งไปนาน ๆ กาบ มะพร้าวจะผุเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยอีกด้วย
**เครื่องปลูกสำหรับ โอโนมานู ในกระเช้า ควรประกอบไปด้วย ถ่าน 60% กาบมะพร้าวสับ 40% หรือ จะสลับมาก น้อย ยังไงก็ได้ครับ แล้วแต่ชอบ หวายตัวนี้เลี้ยงไม่ยาก ขออย่าปลูกลงดินเป็นอันใช้ได้ครับ !
** โอโนมานู ชอบแสงประมาณ 50 - 60 % ครับ